03 สิงหาคม 2569

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร

 

รูป-นามก็คือกาย-ใจ กายทั้งหมดเป็นรูป  ตอนนี้เราระลึกรู้อยู่ภายในใจของเรา  จิตที่ดูจิต  จิตที่ดูกาย  ใจที่กำหนดใจ  ใจที่กำหนดกาย หรือจะแยกส่วนออกเป็นอาการที่จะพิจารณาในเรื่องใดสิ่งใด   ก็ไม่เกินไปจากรูป-นามหรือกาย-ใจ ในนี้เท่านั้น เมื่อเรามีสติสัมปชัญญะสังเกตอยู่ในปัจจุบันที่ตรงนี้  ขอให้เราทั้งหลายพากันนั่งกำหนดดู

 

กำหนดดูนั่นคือสติและสมาธิ จนกว่าจะตามรู้เห็นสภาวะพร้อมกับความสุขุมที่ลึกซึ้งลงไปกับความสงบที่เรามีความตั้งมั่นขึ้น ตามลำดับที่เราเรียกว่า ปัญญา การดูเฉยๆ หยุดดูเป็นหนึ่ง อยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง  ไม่ว่าจะกำหนดลมหรือดูที่ใจ ก็เป็นสมาธิ  แต่สังเกตดูจนรู้สภาวะ ตามรู้  ตามดู  ตามเห็นสภาวะ  จนละวาง ไม่เข้าไปหมายมั่น รู้ความเป็นไปของมัน  จนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรในสภาวธรรมนั้นๆ  และทำใจเป็นกลาง วางเฉยเสียได้ นี่เรียกว่าปัญญา แสดงว่า ปัญญารู้เท่าทันกองสังขาร รู้เท่าทันความเป็นไปในสภาวธรรมของ รูป-นาม  กาย-ใจ

 

​ผัสสะทั้งหลายที่มารวมรู้อยู่ที่ใจ ผัสสะทั้งภายนอกภายในก็ใจนั่นแหละเป็นผู้รู้ทั้งหมด ถ้าไม่มีใจเสียอย่างเดียว เราไม่จำเป็นจะต้องมาบำเพ็ญธรรมะ  ถ้าไม่มีจิตไม่มีใจ ก็ไม่ต้องมาแสวงหาอะไรทั้งหมด  มันก็เป็นหัวหลักหัวตอ  เป็นต้นเสา  เป็นแท่งหิน  เป็นก้อนแท่งทึบอะไรสักอย่างหนึ่ง  แต่เมื่อเรามีจิตใจที่เป็นธาตุรู้อยู่ภายใน  ก็อบรมใจนี้ให้รู้แจ้ง  รู้จริง  ให้รู้ละ ให้รู้ถูก  รู้ควร จะได้ไม่หลง  เมื่อเรามีตัวรู้ที่ปกติ  คือ สะอาด สว่าง สงบ  เป็นธรรมชาติที่เยือกเย็นผ่องใสเบาอยู่ภายในชีวิตจิตใจของเรา