04 สิงหาคม 2569

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร

 

เปรียบทางนอกมาจนถึงทางใน คือใจของเรา ทางนอก เป็นหลุม เป็นบ่อ เป็นหน้าผา เป็นเหว เป็นทางเรียบ ทางขรุขระ ทางตรง ทางโค้ง ก็เลือกเดิน เลือกหลบหลีกปลีกเว้นอันตรายปลอดภัยได้  ทางจิตใจก็เหมือนกัน อะไรสุข อะไรทุกข์อะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ อะไรผิด อะไรถูก อะไรวุ่นวาย อะไรสงบเย็น อะไรยึด อะไรปล่อยวาง ใจก็รู้แล้วก็เลือกหลบหลีก ปล่อยวาง ทำใจให้ปกติเป็นกลาง ปลอดภัยจากทุกข์โทษเวรภัยต่าง ๆ ทำได้อย่างนี้ เรียกว่า ท่านผู้รู้ รู้สิ่งที่ควรรู้รู้แล้วพ้นทุกข์ได้ นี่แหละผู้รู้

 

 คุณธรรมและความรู้แจ้งจริง จึงจะปล่อยวางตัวตนได้ เพียงความเข้าใจฟังธรรมรู้เรื่อง ยังปล่อยวางไม่ได้

 

ผู้ปฏิบัติที่มีภูมิจิต ภูมิธรรมแล้ว ย่อมขยันในการทำหน้าที่การงานที่ทำอยู่อย่างเต็มอกเต็มใจ เพราะรู้จักรับผิดชอบว่าอะไรควรไม่ควร ทำสมาธิภาวนาแล้วเกิดเบื่อหน่ายการงานเกิดความรังเกียจ ขี้เกียจ ไม่มีความสำนึกในการงานเกื้อกูล เมตตา อย่างนี้ผิด ผู้มีภูมิจิต ภูมิธรรม ย่อมขยันในกิจวัตรในการงานหน้าที่อย่างเต็มอกเต็มใจ เอาใจใส่ในการสั่งสอนเอาใจใส่ในการบริหารหมู่คณะให้เป็นไปโดยธรรม เพื่อธรรมาธิปไตย เพื่อธรรมเป็นใหญ่เอาความถูกต้อง ดีงาม บริสุทธิ์เป็นใหญ่เป็นที่ตั้ง  น้อมเอาพระพุทธองค์เป็นบุพการี ผู้ทำคุณก่อน แล้วเราก็เริ่มต้นทำความดี จะได้เป็นบุพการีของอนุชนต่อไป ทำเถิด ทำไป  ไร้หมายมั่น ผลบุญนั้นย่อมจะมี ทวีคูณ

 

เมื่อรู้ปกติ ซึ่งอยู่เหนือความเกิดดับแล้ว ทั้งกลมกลืนกับสิ่งทั้งปวง จะว่ามันเป็นสภาพที่มีอยู่ก็ไม่ใช่จะว่าไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่ เหนือการมีอยู่และไม่มี เหนือความเป็นอัตตา หรือ อนัตตา แต่อิสระ วิจัยยะ ไม่พัวพันผูกติด กวัดแกว่งต่อสิ่งใดเมื่อถึงแล้วจะนิ่ง�เงียบงัน ครั้นจะสื่อก็สุดจะอธิบายได้ แต่มันแปลกที่ทำหน้าที่อย่างวิเศษ