07 สิงหาคม 2569
ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ส่วนใดที่เป็นความรู้สึกเสวยอารมณ์แล้วเรียกว่า เวทนา เช่น สุข ทุกข์ ร้อน หนาว อะไรเช่นนี้เป็นต้น ปวดเมื่อยก็เป็นเวทนา จำอารมณ์ต่าง ๆ ในเรื่องรูป เรื่องรส เรื่องกลิ่น เรื่องเสียง เรื่องใด แม้เรานึกเรื่องอะไร คือเรื่องอะไร เราจำ เราคิด จำรูป จำรส จำกลิ่น จำเสียง จำเรื่องราวต่าง ๆ อันนี้เป็นสัญญา ความจำในอารมณ์ทุกอย่างเป็นสัญญา ปรุงแต่งอารมณ์ ชอบไม่ชอบ รักบ้างชังบ้าง เฉยบ้าง อันนี้เป็นสังขาร
สังขารคือความรู้สึกนึกคิดของใจ คือ ความปรุงของอารมณ์นั่นเอง เมื่อเห็น เมื่อได้ยิน เมื่อได้ฟัง เมื่อสัมผัสรู้อะไรก็จำได้ เสวยเวทนาอย่างไร ถ้าหากว่าปรุงอารมณ์ในการชอบหรือไม่ชอบ มียินดียินร้ายอันนี้เราเรียกว่าเป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นบุญ เป็นบาป สังขารแปลว่าตัวปรุงอารมณ์ ปรุงรัก ปรุงเกลียด ปรุงโกรธ ปรุงกลัว อันนี้เป็นสังขาร
ตัวรู้อารมณ์ เราเรียกว่า วิญญาณ วิญญาณตัวรู้เฉย ๆ เช่น รู้ดี รู้ชั่ว รู้บุญ รูบาป รู้คุณ รู้โทษ รู้สุข รู้ทุกข์ รู้เย็น รู้เฉย ที่เรารู้อะไร เพราะมีวิญญาณ วิญญาณจึงเป็นแหล่งรวมรู้ของรูปนามทั้งปวง รวมรู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร และรู้วิญญาณเอง
จริงของคนต่างจากจริงของพระพุทธเจ้า
จริงของพระพุทธเจ้าเป็นจริงที่เข้าถึอริยสัจ
ส่วนจริงของเรา มักติดอยู่กับสมมุติ จึงยังไม่ถึงจริงแท้ เบื่อหน่าย คลาย วาง
จงเอาคุณธรรมของพระพุทธองค์ เป็นใหญ่ เป็นผู้นำ เป็นที่เคารพ เป็นที่ทำตาม จงเอาคุณธรรมของพระธรรม เป็นใหญ่ เป็นเครื่องนำ เป็นที่เคารพ เป็นเครื่องทำตาม จงเอาคุณธรรมของพระสงฆ์ เป็นใหญ่เป็นผู้นำ เป็นที่เคารพ เป็นแบบอย่างทำตามอย่าไปหลงเนื้อหนังมังสาของพระสงฆ์ หลงเอาตัวเองเป็นใหญ่ เป็นผู้นำ แล้วให้พระทำตามอย่าง จะเป็นการเอาตัวเราไปบังพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
พระผู้มีพระภาคสอนให้เราเห็นทุกข์ชัด ๆ บุคคลใดเห็นทุกข์ แล้วก็จะเบื่อหน่ายคลายวางในเหยื่อของโลก จะไม่หลง จะไม่ผูกไม่ยึด แต่ยังคงทำหน้าที่ต้อนรับกับสุขและทุกข์ด้วยสติเป็นกลางด้วยความรู้ตื่น เบิกบาน
เหมือนกับฤดูกาลที่ผ่านเข้ามา ต้นไม้มันต้อนรับไม่ว่าฤดูร้อน ฤดูหนาว ฤดูฝน มันแตกกิ่ง แตกก้านสาขาเติบโตขึ้นตามเงื่อนไขและก็มีอาการที่เรียกว่า หมดไป ดับไป สิ้นไป ตามเรื่องราวของมัน มันยังสร้างวงปีขึ้นในต้นของมัน แสดงถึงความแกร่ง
เราก็จงต้อนรับกับความได้ และไม่ได้ การได้และพลัดพรากนั้นเป็นเพียงสิ่งสมมุติ ที่จริงมันไม่มีอะไรที่จะได้ในโลกนี้ และไม่มีอะไรต้องพลัดพราก เพียงแต่เราให้ความหมายว่าเป็นของเราเป็นเรา มันจึงเกิดการพลัดพรากขึ้น ที่จริงไม่มีทั้งหมดเลยให้พิจารณา แต่ว่าในส่วนหนึ่งที่ได้ผ่านเข้ามา สิ่งนั้นเป็นสิ่งอาศัยอิงรู้อาศัยลงได้ชื่อว่าสังขาร เป็นสิ่งอาศัยประกอบกันเข้าแล้วก็ดับไปสิ้น อาศัยหมด จิตอาศัยรูปกาย
เรามาอาศัยศาลา ศาลาก็ไม่ใช่ของเรา ศาลาที่ปลูก แผ่นดินนี้ก็ไม่ใช่ของเรา บ้านช่องของเราก็เปล่าเลย มันไม่มีเราอยู่ในสิ่งนั้น ไม่มีของเราแท้จริงในสิ่งนั้น