07 สิงหาคม 2569

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร

 

พระองค์จึงตรัสว่า สัตว์โลกทั้งหลายมีความหลงเป็นเครื่องครอบงำ  คือโมหะจึงทำให้วนอยู่ในสังสารวัฏ แล้วให้กระทำกรรมแล้วด้วย  อำนาจของโมหะ ทำให้เกิดความโลภ โมโหโทสัน  ทำให้เกิดตัณหา  อุปาทาน  ทำให้สัตว์โลกทั้งหลายกระทำบาปด้วยความไม่พิจารณา  แล้วท้ายที่สุดให้ได้มาในความยินดี พอใจ ในอารมณ์ ที่ตนเองพอใจ  ที่หวังที่ปรารถนา แม้คนอื่นจะทุกข์เดือดร้อนก็ยังกระทำ  ยังล่วงเกินด้วยลุอำนาจแห่งความโลภ  โกรธ  หลง  ไม่สามารถควบคุมใจตนเองได้จึงทำให้ไปทุจริตผิดศีล เช่น ไปทำปานาติบาตร  ฆ่าสัตว์บ้าง ไปประกอบอทินนาทาน  ฉ้อโกงหรือถือเอาทรัพย์สินของผู้อื่น  โดยที่เขาไม่ได้ให้ มีการลักขโมย เป็นต้น  และไปล่วงสิทธิในคู่รักคู่ครองเรือนของผู้อื่นทั้งๆที่จิตใจของเรานั้นมีความรู้สึก  รู้อยู่ว่าเป็นการทุจริต แต่อำนาจของราคะธรรม  ฉันทราคะ ที่มีมากด้วยความโลภแห่งความใคร่จึงไปล่งเกินในภรรยา  สามี สิทธิอันเป็นคู่รักของบุคคลอื่น  ทำให้ผิดศีลในข้อที่ ๓ และเมื่ออำนาจของความ โลภ โกรธ หลง ก็ทำให้เรากล่าววาจาที่ไม่สุจริต  เช่น กล่าววาจาทุจริต หรือกล่าววาจาที่ไม่เป็นสัจจะ  โกหกหลอกลวงผู้อื่นหรือกล่าววาจาส่อเสียดนินทาว่าร้ายคำหยาบคาย  ตลอดถึงความเพ้อเจ้อไร้แก่นสารสาระล้วนแต่มาจากอำนาจกิเลส  มีความหลงเป็นต้น  ทั้งสิ้นเพราะฉะนั้นสัตว์โลกทั้งหลายที่ทำบาปเพราะมีโมหะความหลงนี้แหละเป็นเครื่องครอบงำจิต  พระองค์จึงทรงชี้ให้เห็นว่าด้วยอำนาจของกรรมเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในใจจึงทำให้เรา  บันดาลการกระทำ คำพูดไปในทางที่ผิดพระองค์จึงชี้ให้เราทั้งหลายได้สำรวม อย่างวันนี้ญาติโยมสำรวมตนตั้งตนอยู่ในศีล ๕ เป็นความดี เบื้องต้น ที่เราทังหลายพึงปฏิบัติ ในฐานะที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา อันเป็นบุญข้อแรก  บุญข้อแรกเพราะมีศีล ตั้งอยู่ในศีลคือไม่เบียดเบียนใคร   เราจะลืมตาหลับตา มองเห็นได้ชัดเลยว่า  ถ้าเราไม่ทำกรรมชั่ว  ไม่ก่อบาปธรรมในอกุศลทั้งหลาย ทั้งทางกาย วาจาและใจ เริ่มต้นด้วยกาย วาจา เราสงบสำรวมเป็นศีล  ถ้าโลกนี้อยู่ด้วยความมีศีล สีเลนะ สุคะติงยันติ ศีลนั้นยังให้เกิดสุข  สีเลนะ โภคะสัมปะทา  ศีลนี้ทำให้เกิดโภคทรัพย์แห่งความเป็นมนุษย์  รักษาโภคทรัพย์ในความมีคุณค่าของคุณธรรมแห่งความเป็นมนุษย์  และโภคทรัพย์ภายนอกอีกด้วย  เพราะไม่เบียดเบียนกัน  โภคทรัพย์ก็ยั่งยืนและอยู่ได้อย่างถาวรได้ยืนนานยิ่งกว่า ทั้งศีลนี้เป็นมาตรฐาน เป็นทางให้นำไปสู่พระนิพพาน  ถ้าไม่มีศีลแม้จะกล่าวถึงมรรคผลเบื้องสูงจนถึงพระนิพพานเป็นที่สุดนั้น  จะเป็นไปได้อย่างไร  ที่เราจะไขว่คว้าหรือสัมผัสซึ้งถึงนิพพานได้ ซึ่งแปลว่าแดนแห่งความดับเย็นจากกิเลสทั้งหลายจนจิตใจสงบเยือกเย็น มีความรู้ตื่นเบิกบานหมดสิ้นความโลภ โกรธ หลง นั้น เราเรียกว่า นิพพาน  แต่ขั้นศีลเรายังควบคุมบังคับไม่ได้เลย  แต่กาย วาจาที่จะหยุดความรุ่มร้อนยังบังคับไม่ได้  แล้วจิตใจจะสงบเยือกเย็นได้อย่างไร เพราะไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเป็นไปได้เลย