28 สิงหาคม 2569
ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร
จบที่จิต
ภูมิจิตก็ไม่เท่ากันสักคน ความรู้ก็ไม่เท่ากันสักคน ความเห็นอาจจะมีแนวโน้มใกล้เคียงกัน แต่จะให้เท่ากันเป๊ะหมดไม่มี ล้านคนล้านความรู้สึกกี่หมื่นกี่แสนล้านเกิดมาอีกมันก็ไม่เหมือนกันสักคน ของใครของมัน จะให้มันเป๊ะหมดไม่ได้หรอก แต่มีแนวโน้มที่เป็น�แกนกลางอันเดียวกันได้ เหมือนต้นไม้ในป่ามีหลากหลายชนิด แต่ดำรงความเป็นพฤกษชาติร่วมกัน มีแกนกลางในความเป็นอันเดียวกัน ในทางที่มุ่งเพื่อความดับทุกข์ มุ่งเพื่อความสันติสุข เพื่อความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลทำทุกอย่าง
จงพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เห็นแก่ตัว ให้มีแกนกลางอย่างนี้ก็แล้วกัน ระลึกถึงความเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
จิตของพระอรหันต์เหมือนมีดแหวกอากาศ
จิตของพระอนาคามีเหมือนมีดแหวกลงไปในน้ำพอยกขึ้นมาก็ติด แป๊ปเดียว
แต่จิตของพระสกิทาคามีเหมือนแหวกลงไปในเหล็ก มันเข้ายากแต่ก็เป็นรอยอยู่
แต่จิตของพระโสดาบันเปรียบเหมือนมีดกรีดลงไปในหิน ลึกกว่า ลงรากลึกกว่า
แต่จิตของปุถุชนเหมือนมีดกรีดลงไปในเนื้อหรือมังสะที่เต็มไปด้วยบุพโพโลหิต เส้นเอ็นที่สด ๆ ย่อมมีแผลเหวอะหวะ ถ้าไม่รีบรักษาเดี๋ยวมันเรื้อรัง เจ็บปวด รักษาอยู่นานกว่าจะหาย
ฟ้าคือความว่างนั้น
แข็งแกร่งมั่นคงที่สุด
ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น
หมุนเวียนเปลี่ยนไปในความว่าง
มืดสว่างก็ผกผันในความว่าง
แต่ความว่างนั้นคงที่ มิเปลี่ยนแปลง
ไม่เต็ม ไม่พร่อง เป็นเช่นนั้นเอง
ฉะนั้น สิ่งที่เราแสวงหา เราควรกำหนดด้วยว่า สิ่งเหล่านั้น เรารู้สภาพความจริงมันหรือไม่ แล้วเราพยายามน้อมมาพิจารณาจนกระทั่ง ใจของเรายอมรับได้ชัดหรือไม่ เมื่อเรายอมรับและประจักษ์แจ้งจริง ๆ เราจะต้องไม่หลงผูกพัน จะต้องถอนตนออกจากอุปาทานเสีย
ดังนั้น ถ้าเราได้อะไร ก็จงอย่ามีอุปาทานในความได้ เรามีอะไรก็จงอย่ามีอุปาทานในความมี ถ้าพูดให้ชัดอีกที เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นและดับไป ไม่มีอะไรที่จะให้ได้ ให้มีอะไร จงอย่ามีอุปาทานในความมี ไม่มีอะไรที่จะให้เอา และไม่มีอะไรที่จะให้มีจริงตลอดไป เพราะเป็นสภาพปรากฏชั่วขณะเท่านั้นเอง
เมื่อเห็นภัย ความตายมาถึงตน
ว่าต้องตายแน่แล้ว
จงละเหยื่อในโลกีย์เสีย
หันมาประพฤติธรรม อันทำใจให้สงบเถิด
ท่านพร้อมแล้วหรือ พร้อมที่จะอยู่อย่างง่าย ๆ
พร้อมที่จะตายอย่างหมดห่วงหมดกังวลแล้วหรือยัง
จิตเปลี่ยนไป หมุนไปเรื่อยไป ทั้งรูปธาตุภายนอกและนามธรรมภายใน หมุนเรื่อยไป จะด้วยกุศลก็หมุนเรื่อยไป เปลี่ยนวิถีที่เป็นไปตามสภาพ ตามผัสสะ ตามสภาพธรรมภายในที่มีธาตุรู้นั้นเข้าไปรับรู้ และทำหน้าที่ปฏิกิริยาต่าง ๆ ที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยไป บางครั้งสงบ อิ่มเย็น บางครั้งก็เกิดความไหวหวั่น มีความพริ้วของจิต มีอาการแปรปรวนไปตามสภาพแล้วก็ดับลงอีก แล้วก็เกิดใหม่อีก ซึ่งคล้าย ๆ กัน ซ้ำ ๆ อยู่อย่างนี้ หมุนเนื่องกันเรื่อยไปหลายเชิงหลายชั้นสงบบ้าง ไม่สงบบ้าง ปีติบ้าง ร่วงโรยจากปิติบ้าง ทั้งภายในและภายนอก