08 ตุลาคม 2569

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร

 

ยิ่งอรูปราคะ ยิ่งละเอียดเข้าไปอีก ก็ยังเป็นความเลวชนิดหนึ่งเลย นี่ยกความเลวตามระดับๆซึ่งอาจจะเป็นความดีของผู้ที่เห็นว่าเป็นความดี  แต่สำหรับสายตาของพระอริยเจ้าก็ยังเป็นความเลว อันนี้มาพูดให้ท่านฟัง ในที่สุดก็คือทำความหมดจดให้เกิดขึ้นในใจ แม้อรูปราคะ ซึ่งผู้ที่ได้อรูปฌามอย่างนี้เป็นต้น เช่น พวกที่มีชื่อเสียง มีหน้ามีตาพวกนี้ไม่ต้องการอย่างอื่นหรอก กิน กาม อะไร ไม่ปรารภถึง ไม่พร่ำพรอด ไม่ใส่ใจ แต่พอใจในเรื่องเสียง ในความมีเกียรติ ในความเป็นผู้มีชื่อเสียง มีบุญมากก็ไปพอใจในบุญนั้น โดยไม่เจริญธรรมให้ก้าวล่วงพ้นความคิดข้องในสิ่งๆนั้น ก็ยังเป็นอรูปราคะอยู่

ทีนี้เน้นถึงทางใจ  พวกที่ได้อรูปฌาน ถึงขนาดที่ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าตรัสแก่อาฬารดาบส อุททกดาบส ซึ่งตรัสอุทานในพระทัยของพระองค์ว่า ฉิบหายเสียแล้ว เมื่อพระองค์เล็งพระฌาน คือใช้พุทธจักขุ หรือเรียกว่าทิพยจักขุ อันสูงสุดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีอนาคตังสญาณ มีสัพพัญญุตญาณ รู้ในสิ่งทั้งปวง ในหน้าที่ของความเป็นพระพุทธเจ้า รู้โดยไม่มีเครื่องกีดกางขวางกั้น เพราะอาจารย์ของตนติดอยู่ในอรูปฌาน หลงใหลในอรูปฌาน ไม่ไปไหน พอใจในอรูปตั้งแต่อากาสานัญจายตนะ จนถึงเนวสัญญา      

นาสัญญายตนะ ซึ่งละเอียดมาก

อันนี้ท่านจะทำถึงหรือไม่ถึงก็เป็นเรื่องของท่าน ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดรู้ได้ด้วยตนเอง อันนี้ท่านก็กล่าวว่ารู้เองเรียกว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ  ผู้รู้ก็ย่อมรู้เองว่าตนได้ฌานหรือยัง ได้อรูปฌานหรือยัง หรือไม่ต้องการสิ่งนั้นยกใจขึ้นสู่วิปัสสนาญาณ ไม่ติดในสมาธิตรงตัวเข้าถึงระดับไหน อย่างไร ก็รู้ด้วยตัวของตัวเองทั้งหมดในความรู้เหล่านั้นทั้งหมด จึงกล่าวว่าญาณของผู้รู้ย่อมมี นี่ก็เช่นเดียวกัน