08 ตุลาคม 2569
ธัมโมวาท โดยพระอาจารย์ ยันตระ อมโร
ขอให้ตั้งใจทำความเพียรอีกสักระยะหนึ่ง จงพยายามตั้งใจฝึกใจให้เป็นสมาธิ นั่งอยู่อิริยาบถไหน ลักษณะใด อย่างไร ก็ดูตามเหมาะควร ที่สำคัญคือการฝึกจิตอบรมใจเพราะกิเลสไม่ได้เกิดที่กาย เกิดที่จิตใจ ที่นี่เรานั่งอย่างไร ทรงตัวได้ง่ายได้นานเราก็ทำอย่างนั้น อยู่ในบ้านช่องก็เหมือนกัน ทำหน้าที่ทุกอย่าง ทำงานทุกประเภท ให้มีสติเข้าไปกำหนดอยู่เสมอ
คนจะมีลาภ ยศ เกียรติ สรรเสริญสุขในโลกีย์ปานใด ถ้าไม่มีสติแล้วจะไม่มีความสุขเลย ถ้าขาดสติสัมปชัญญะก็คือ คนไม่ปกตินั่นแหละ แม้ยินดีก็เป็นความเริงโลดอย่างหนึ่งของใจ ใจก็มีความหวั่นไหว เสียการทรงตัว และในที่สุด ก็มีอาการกลับเป็นทุกข์ได้อีกเมื่อพลัดพรากหรือที่เรียกว่ามีอาการดับสิ้นไป
ปิติในเรื่องกินเรื่องกามเรื่องเกียรติ กับปิติเรื่องเมตตา และปัญญานั้นต่างกันมากมาย “โลกียปิติ” เช่น ดีใจเมื่อได้สิ่งที่ถูกใจ นั่นเป็นเรื่องเจือด้วยกิเลสไม่ว่ามันจะเป็นความยินดีปรีดาด้วยอาการที่ถูกใจเพราะได้อะไรตามใจก็ตาม ส่วนปิติในการอุทิศเสียสละและปิติในการเจริญธรรมะนั้นเรียกว่า“ธรรมปิติ” เป็นปิติจากการเห็นความดับไป เห็นความสงบ เห็นความปล่อยวาง เห็นกองสังขาร แล้วในที่สุดก็จะเลื่อนระดับชั้นสูงขึ้น
สรุปความว่า ให้เฝ้าดูสังเกตดูตัวเองอย่างเงียบๆ ทุกลมหายใจเข้า ลมหายใจออก โดยไม่เลือกสรรอะไร สังเกตดูด้วยความเป็นกลาง เริ่มต้นจะใช้บทบริกรรมก็ได้ โดยเมื่อหายใจเข้าระลึกว่า “พุทธ” และ ระลึกว่า“โธ” เมื่อหายใจออก นี่เป็นอุบายให้สงบใจได้ในเบื้องต้น ให้นึกแต่“พุทโธ” คิดแต่“พุทโธ”ก่อนก็ได้สำหรับผู้ยังไม่มีความสงบ สำหรับคนที่มีความสงบแล้วก็พิจารณาได้เลย แต่ควรจะทรงตัวรักษาความสงบในสมาธินั้นให้นานเท่าที่จะนานได้