12 สิงหาคม 2569

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร

 

จิตที่ประกอบด้วยความยินดีบ้างยินร้ายบ้าง มีอาการที่ดูดรั้งเข้ามาหาตัว แล้วก็ผลักต้านออกไป ใจจึงไม่ทรงตัวอยู่ในอาการแห่งความสงบเป็นอุเบกขา  ถ้าเรารู้ความเป็นจริง​ เราจะสามารถอยู่เป็นปกติ เป็นกลางวางอยู่ด้วยความไม่หวั่นไหวในจิตใจ แต่คนเราธรรมดาทั้งหลายเคยชินในการรับอารมณ์ หลงอารมณ์ ยึดอารมณ์ คนเราหลงอารมณ์ก็หลงโลก หลงโลกก็หลงอารมณ์อยู่นั่นแหละ จึงทำให้เรารักบ้าง โกรธบ้าง เกลียดบ้าง กลัวบ้าง จิตใจเริงโลดหรือแล่นไปตามอารมณ์ของโลกและมีอาการซัดส่ายปรุงแต่งซับซ้อนอยู่ในจิตใจหลายชั้นหลายเชิงนัก  เรียกว่ามีเมฆหมอก  มีไฝฝ้ามาห่อหุ้มปรุงแต่งจิตใจมากมาย

 

พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่า  ใจของบุคคลที่ไม่ได้ฝึกก็เหมือนลิงป่า ท่านเปรียบใจเหมือนวานร ท่านเปรียบใจเหมือนช้างป่า เปรียบใจเหมือนเสือ คือมีอาการไม่เชื่อง มีอาการโลดแล่นไปตามวิสัยที่เคยปล่อยตามใจ จะเห็นว่าลิงหรือวานรหรือช้างป่าก็ตาม ถ้าไม่ฝึก ก็เอามาใช้งานไม่ได้ จิตของเราก็เหมือนกัน ถ้าไม่ฝึกแล้วเอามาใช้งานไม่ได้ หมายถึงเราน้อมมาให้เกิดประสิทธิภาพในการงานคือการทำ พูด หรือคิดอะไรต่างๆให้มีประสิทธิภาพอย่างลึกซึ้งไม่ได้ เพราะจิตใจของเราถูกความปรุงแต่งของมายาต่างๆ เดี๋ยวยินดี เดี๋ยวยินร้าย เดี๋ยวหลงปล่อยตามใจ ก็เลยตามอารมณ์ตัวเองมานาน บางครั้งมีอะไรที่ไม่เป็นไปตามใจก็เสียใจ บางครั้งก็เกิดความหวั่นไหว เกิดความท้อถอย เกิดความหดหู่ เกิดความอ่อนเปลี้ยทางจิตใจ หมดกำลังใจ คือเมื่อใจไม่ได้ฝึก ใจนั้นก็สับสน อลหม่าน ว้าวุ่นไปในอาการต่างๆ