ธรรมะวันนี้

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร รู้เงื่อนไขตามความเป็นจริง ขณะที่เราแสวงหาสิ่งใดก็ตามที่เราได้มีเป็นนั้น เมื่อยามได้ตามที่เรามุ่งหวังเราอาจจะสบายใจ เมื่อไม่เป็นไปตามที่มุ่งหวัง เราอาจจะไม่สบายใจ นั่นแสดงว่า เรายุ่งหรือเราวุ่นวายใจเนื่องจากเราไม่ฉลาด แต่คนหนึ่งเมื่อไม่ได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ได้มีเป็นแล้ว แม้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็ไม่วุ่นวายใจ คนนั้นเรียกว่า รู้เงื่อนไขความเป็นจริง การทำบุญกุศลมีโดยย่อได้ 2 อย่าง วัฏกุศล 1 วิวัฏกุศล 1 อันแรกแปลว่า กุศลที่ทำแล้วเพื่อมาเกิดอีก ปรารถนามาเวียนว่ายตายเกิดอีกเพื่อจะได้มี�ความสุข ความเจริญอย่างโลกมนุษย์ก็ดี สวรรค์ก็ดี ปรารถนาไปเกิดอีก แต่กุศลประการหลังนั้น แปลว่าทำแล้วปรารถนาถึงนิพพาน

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร เมตตาทำให้มีศีล เมื่อมีเมตตา มีใจรักผู้อื่น ศีลก็มีตามมา ถ้าเรารักผู้อื่น เราเมตตาต่อผู้อื่นแล้ว เราจะไปทำ�ปาณาได้อย่างไร เมื่อเรารักเมตตาผู้อื่น เราจะไปทำอทินนาได้อย่างไร เราจะไปฆ่าเบียดเบียนเขา �จะไปลักไปโกงเขาได้อย่างไร เมื่อเรามีความรักเมตตาผู้อื่น เราจะผิดศีลข้อสามได้อย่างไร เราจะไปผิดลูกภรรยาสามีเขาได้อย่างไร ไปคบชู้สู่สาวก็ไม่ได้นะ ถ้าเรามีความรักเมตตา เราจะไปดื่มน้ำเมา ของเมาซึ่งนำความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นได้อย่างไร เมื่อเราเมตตาตนเอง เมตตาผู้อื่น ก็แสดงว่าเราประพฤติธรรมนั่นเอง

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร วิญญาณเปล่า สังขารเปล่า ถ้าเราไม่ยึดแล้ว สังขารก็เป็นสังขารเปล่า เวทนาก็เวทนาเปล่า แม้รูปเบื้องต้นก็เป็นรูปเปล่า เวทนาเปล่า สัญญาเปล่า วิญญาณเปล่า นี้เป็นอย่างไรเล่า คือมีความไม่ผูกไม่ยึด มีเปล่า ๆ นั่นเอง รูปจะแก่ จะเจ็บ จะตาย ก็เรื่องของรูป จะมีอาการเป็นอย่างไร ลักษณะอย่างไร ใจไม่รุ่มร้อน แต่ถ้ายังอยู่ก็ประทังรักษาเลี้ยงดูรูปไว้ทำหน้าที่ ไม่ใช่ถึงขนาดที่เกลียดว่ารูปนี้ไม่ใช่รูปของเราก็ไม่อาบน้ำ ไม่กินอาหาร ไม่ทำความสะอาด ไม่ดูแล ไม่รักษา ลักษณะของการประพฤติธรรม เราทำทุกอย่างโดยหน้าที่ แต่อย่าเมาหลงเท่านั้น พระพุทธเจ้านั้นสอนให้ใช้สมมติตามส่วนตามสมควรแต่อย่าติดสมมติ

ธรรมะวันนี้

อ่านทั้งหมด >>

“Thai-dhamma.com คลังหนังสือธรรมะ วารสาร นิตยสาร”

หนังสือธรรมะล่าสุด

อ่านหนังสือทั้งหมด

หนังสือธรรมะอ่านเยอะที่สุด

อ่านหนังสือทั้งหมด

หนังสือธรรมะน่าอ่าน

กิจกรรมข่าวสาร

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร

 

จิตที่ประกอบด้วยความยินดีบ้างยินร้ายบ้าง มีอาการที่ดูดรั้งเข้ามาหาตัว แล้วก็ผลักต้านออกไป ใจจึงไม่ทรงตัวอยู่ในอาการแห่งความสงบเป็นอุเบกขา  ถ้าเรารู้ความเป็นจริง​ เราจะสามารถอยู่เป็นปกติ เป็นกลางวางอยู่ด้วยความไม่หวั่นไหวในจิตใจ แต่คนเราธรรมดาทั้งหลายเคยชินในการรับอารมณ์ หลงอารมณ์ ยึดอารมณ์ คนเราหลงอารมณ์ก็หลงโลก หลงโลกก็หลงอารมณ์อยู่นั่นแหละ จึงทำให้เรารักบ้าง โกรธบ้าง เกลียดบ้าง กลัวบ้าง จิตใจเริงโลดหรือแล่นไปตามอารมณ์ของโลกและมีอาการซัดส่ายปรุงแต่งซับซ้อนอยู่ในจิตใจหลายชั้นหลายเชิงนัก  เรียกว่ามีเมฆหมอก  มีไฝฝ้ามาห่อหุ้มปรุงแต่งจิตใจมากมาย

 

พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่า  ใจของบุคคลที่ไม่ได้ฝึกก็เหมือนลิงป่า ท่านเปรียบใจเหมือนวานร ท่านเปรียบใจเหมือนช้างป่า เปรียบใจเหมือนเสือ คือมีอาการไม่เชื่อง มีอาการโลดแล่นไปตามวิสัยที่เคยปล่อยตามใจ จะเห็นว่าลิงหรือวานรหรือช้างป่าก็ตาม ถ้าไม่ฝึก ก็เอามาใช้งานไม่ได้ จิตของเราก็เหมือนกัน ถ้าไม่ฝึกแล้วเอามาใช้งานไม่ได้ หมายถึงเราน้อมมาให้เกิดประสิทธิภาพในการงานคือการทำ พูด หรือคิดอะไรต่างๆให้มีประสิทธิภาพอย่างลึกซึ้งไม่ได้ เพราะจิตใจของเราถูกความปรุงแต่งของมายาต่างๆ เดี๋ยวยินดี เดี๋ยวยินร้าย เดี๋ยวหลงปล่อยตามใจ ก็เลยตามอารมณ์ตัวเองมานาน บางครั้งมีอะไรที่ไม่เป็นไปตามใจก็เสียใจ บางครั้งก็เกิดความหวั่นไหว เกิดความท้อถอย เกิดความหดหู่ เกิดความอ่อนเปลี้ยทางจิตใจ หมดกำลังใจ คือเมื่อใจไม่ได้ฝึก ใจนั้นก็สับสน อลหม่าน ว้าวุ่นไปในอาการต่างๆ