ธรรมะวันนี้

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร ปฏิภาณ คือรู้จักไตร่ตรอง ขบคิดพิจารณาหรือมีความใคร่ครวญลึกซึ้งในสิ่งนั้น ปฏิภาณถึงจะเกิด ไม่ใช่มารับพรจากท่านแล้วปฏิภาณจะได้เลยทันที เราลองกินๆแล้วก็นอนๆ ปฏิภาณจะมีที่ไหน ก็กลายเป็นกรรมฐานหมู จริงอยู่เราอาจจะเป็นคนที่มีปัญหาไม่แยบคาย ไม่สว่างไสว เอาทีเดียว เราก็ต้องฝึกไปเรื่อยๆน้อมไปพิจารณา หมั่นคิด หมั่นนึก หมั่นหาประสบการณ์ แล้วก็ค่อยๆเรียนรู้หมั่นพิจารณาด้วยความแยบคายในประสบการณ์ต่างๆ ที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องนั้นปฏิภาณจะเกิดขึ้นเอง ใคร่ครวญแล้ว ใคร่ครวญอีก มันจะลึกซึ้ง ความบกพร่องจะน้อยลง สิ่งที่ไม่รู้ก็จะได้รู้ สิ่งที่รู้แล้วก็รู้แจ้ง รู้ตลอดยิ่งขึ้น นี่สำคัญมาก คิดเรื่องอะไร คิดเรื่องการเรื่องงานที่เราจะทำ ทำไมมันเป็นอย่างนั้น ทำไมมันเป็นอย่างนี้ ทำไมคนเราต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ทำไม คนเราจึงทุกข์เพราะอะไร อ๋อเพราะมันยึดถือ เพราะความโง่ เมาหลงหมายมั่น ไม่รู้เท่าทันความเป็นจริง ทุกอย่างที่ท่านกล่าวว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเป็นอย่างไร ต้องตีให้แตก เห็นให้แจ้ง ให้ชัด ตีแตก ตีแยก ตีจนกระทั่งในที่สุดไม่มีอะไรเป็นเครื่องกีดกั้นขวางกั้น สว่างไสวในดวงใจ ชัดแจ้ง ชัดเจนจริงๆ หมายถึง ทำปัญญาให้บังเกิดขึ้น ถ้าเรารู้จักพิจารณาปัญหา แก้ปัญหา เราจะเกิดปัญญา เพราะมีปัญหาเข้ามาให้เราแก้ เราขบคิด พิจารณา เราไม่หนีปัญหา เราไม่หนีประสบการณ์ ถ้าไม่ขบคิดพิจารณา ที่ไหนปฏิภาณ ความแข็งแกร่ง ความลึกซึ้ง ความจริง จะเกิดขึ้นล่ะ ใช่ไหม?

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร รูป-นามก็คือกาย-ใจ กายทั้งหมดเป็นรูป ตอนนี้เราระลึกรู้อยู่ภายในใจของเรา จิตที่ดูจิต จิตที่ดูกาย ใจที่กำหนดใจ ใจที่กำหนดกาย หรือจะแยกส่วนออกเป็นอาการที่จะพิจารณาในเรื่องใดสิ่งใด ก็ไม่เกินไปจากรูป-นามหรือกาย-ใจ ในนี้เท่านั้น เมื่อเรามีสติสัมปชัญญะสังเกตอยู่ในปัจจุบันที่ตรงนี้ ขอให้เราทั้งหลายพากันนั่งกำหนดดู กำหนดดูนั่นคือสติและสมาธิ จนกว่าจะตามรู้เห็นสภาวะพร้อมกับความสุขุมที่ลึกซึ้งลงไปกับความสงบที่เรามีความตั้งมั่นขึ้น ตามลำดับที่เราเรียกว่า ปัญญา การดูเฉยๆ หยุดดูเป็นหนึ่ง อยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง ไม่ว่าจะกำหนดลมหรือดูที่ใจ ก็เป็นสมาธิ แต่สังเกตดูจนรู้สภาวะ ตามรู้ ตามดู ตามเห็นสภาวะ จนละวาง ไม่เข้าไปหมายมั่น รู้ความเป็นไปของมัน จนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรในสภาวธรรมนั้นๆ และทำใจเป็นกลาง วางเฉยเสียได้ นี่เรียกว่าปัญญา แสดงว่า ปัญญารู้เท่าทันกองสังขาร รู้เท่าทันความเป็นไปในสภาวธรรมของ รูป-นาม กาย-ใจ ​ผัสสะทั้งหลายที่มารวมรู้อยู่ที่ใจ ผัสสะทั้งภายนอกภายในก็ใจนั่นแหละเป็นผู้รู้ทั้งหมด ถ้าไม่มีใจเสียอย่างเดียว เราไม่จำเป็นจะต้องมาบำเพ็ญธรรมะ ถ้าไม่มีจิตไม่มีใจ ก็ไม่ต้องมาแสวงหาอะไรทั้งหมด มันก็เป็นหัวหลักหัวตอ เป็นต้นเสา เป็นแท่งหิน เป็นก้อนแท่งทึบอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่เมื่อเรามีจิตใจที่เป็นธาตุรู้อยู่ภายใน ก็อบรมใจนี้ให้รู้แจ้ง รู้จริง ให้รู้ละ ให้รู้ถูก รู้ควร จะได้ไม่หลง เมื่อเรามีตัวรู้ที่ปกติ คือ สะอาด สว่าง สงบ เป็นธรรมชาติที่เยือกเย็นผ่องใสเบาอยู่ภายในชีวิตจิตใจของเรา

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร ธรรมชาติก็มีหน้าที่ของมันเช่นกัน สิ่งใดเกิดมาแล้วปราศจากหน้าที่ก็คือไม่มีธรรมะ ถ้าพ่อแม่ไม่ทำหน้าที่ของตน เช่นปล่อยปละละเลย ปล่อยให้ลูกทำอะไรตามใจตัวเอง พ่อแม่แบบนี้ ไม่ถือว่าเป็นมนุษย์ เพราะว่าแม้แต่สัตว์ก็ยังรักลูกของมัน พ่อแม่บางคนละเลยและไม่รับผิดชอบลูกๆ พ่อแม่เหล่านี้ไม่ควรเรียกว่ามนุษย์ พวกเขาอาจปรากฏอยู่ในร่างมนุษย์ แต่ภายในนั้น เราไม่รู้ว่าพวกเขาคืออะไร อาจเป็นผี เป็นยักษ์ หรือเป็นมารปีศาจ อาตมายังไม่เคยเห็นผีหรือยักษ์จริงๆ แต่เคยเห็นคุณลักษณะของผีหรือมารปีศาจในจิตใจของมนุษย์ ภายในใจมนุษย์มีภูติผีปีศาจแห่งความโลภ ความหลง ความรุนแรง ความพยาบาท และความโกรธแค้น พวกนี้อันตรายกว่าผีจริงๆเสียอีก อาตมาไม่เคยได้ยินว่ามีผีจริงๆที่ทำร้ายหรือหลอกหลอนผู้คน แต่กลับเคยได้ยินเกี่ยวกับมนุษย์ที่มักจะทำร้ายหรือหลอกลวงมนุษย์ด้วยกัน ท่านจะเห็นเหตุการณ์ประเภทนี้ปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุกวัน หรือบางทีมันอาจจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวท่านเองโดยตรง ไม่จำเป็นต้องเห็นจากในหนังสือพิมพ์ บางครั้งพี่น้องก็โกรธแค้นสาปแช่งกัน เมื่อโดนผีเข้าสิงมันก็จะทำให้โกรธจัดและเข้าใจผิดกันอาตมาเรียกผีประเภทนี้ว่า “ผีแห่งจิตใจ” ตัวอย่างเช่น ผีกิเลส ผีร้าย ผีขี้โมโห ผีเกียจคร้าน เป็นต้น อาตมาไม่อยากเจอผีพวกนี้เลย และขอแนะนำให้ท่านทั้งหลายพยายามหลีกเลี่ยงผีเหล่านี้ด้วย

ธรรมะวันนี้

อ่านทั้งหมด >>

“Thai-dhamma.com คลังหนังสือธรรมะ วารสาร นิตยสาร”

หนังสือธรรมะล่าสุด

อ่านหนังสือทั้งหมด

หนังสือธรรมะอ่านเยอะที่สุด

อ่านหนังสือทั้งหมด

หนังสือธรรมะน่าอ่าน