ธรรมะวันนี้

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร  เฝ้ารู้ดูที่จิต
ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร เฝ้ารู้ดูที่จิต

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร เฝ้ารู้ดูที่จิต คนทำงานด้วยจิตอันสุขุมมีสติปัญญาลึกซึ้งและสงบเยือกเย็นประกอบไปด้วยกันจะมีการทำงานด้วยการพักผ่อนที่เรียกว่า Relax อยู่ในตัว ไม่เครียดงาน และระบบของความคิดนั้นจะเป็นแมงมุม สมาธิของแมงมุม มันจะจัดการกับทุกเรื่องที่เข้ามาได้ มันขึงเรด้าไว้อะไรเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า ความน้อมระลึกรู้เกี่ยวข้องสัมผัสความรู้ตัวทั่วพร้อม มันก็ไปจับเหยื่อของมันมากันได้ ตัวของมันไม่ต้องเหนื่อยมาก คือ จับจุดเฝ้าดูรู้ที่ปัจจุบัน เฝ้าดูที่ใจ ลมหายใจ อานาปาก็ดีเพื่อเป็นอุบายมีจิตเกาะอยู่กับอารมณ์นั้น แต่ในที่สุดเรารู้ไปทุกอิริยาบทที่ดำรงตัวรู้คือสติธรรมดานั่นเอง ฝึกอย่างนี้และเข้าไปที่ตัวรู้ เวลาที่เรานั่งดูเราก็สงบ ดูที่ตัวรู้ รู้กาย รู้ใจ แต่กำหนดลมด้วยก็ได้ โดยไม่ต้องใช้คำบริกรรมช้า ๆ แต่ถ้าใครฟุ้งซ่านจัดจะใช้ด้วยก็ได้

“ตัวกู” เป็นของหนัก ยิ่งกว่าโลกทั้งโลก
“ตัวกู” เป็นของหนัก ยิ่งกว่าโลกทั้งโลก

“ตัวกู” เป็นของหนัก ยิ่งกว่าโลกทั้งโลก . พุทธทาสภิกขุ ------------------------------------ . “พระอรหันต์” คือ ผู้โยนทิ้งของหนักแล้ว (โอหิตภาโร) …. “ เราได้ฟังคําว่า “อรหันต์”ๆ มามากพอแล้ว ทีนี้ก็ฟังคําอื่นที่เป็นไวพจน์(หมายถึงคำที่มีรูปหรือเขียนต่างกันแต่ใช้เรียกแทนกันได้)ต่อคําว่า “อรหันต์”, แต่จําเป็นนะที่จะต้องใช้คําบาลี โดยมากคนเขาก็ไม่ค่อยชอบคําบาลี ฟังยาก ชวนง่วงนอน; แต่เราก็จะแปลคําบาลีนั้นให้เข้าใจความหมายได้ …. ไวพจน์ คําแทนชื่อของ “พระอรหันต์” มีมากมายหลายสิบ หรือจะพูดว่าหลายร้อยคําก็ได้, มีมากมายหลายสิบคํา เอามาพูดวันหนึ่งก็ไม่หมด; แต่จะพูดเท่าที่สมควร เท่าที่จําเป็นที่จะพูดสักจํานวนหนึ่งเท่านั้นแหละ, ๔ คํา ๑๐ คํา อะไรก็ได้, และเราจะ ช่วยให้รู้จักพระอรหันต์ได้มากขึ้น …. คําแรกที่อาตมาคิดว่าควรจะพูดก่อนก็คือคําว่า “โอหิตภาโร” โอหิตภาโร แปลว่า ผู้ที่โยนของหนักทิ้งลงเสียได้ ทําไมจึงว่าพระอรหันต์คือผู้โยนของหนักทิ้งลงไปเสียได้? ก็นั่นแหละ คือความเป็นพระอรหันต์, เป็นปุถุชนแบกของหนักอยู่ตลอดเวลา มันยึดถืออะไรเข้ามาเป็นตัวกู เป็นของกู ของนั้นทั้งหมดจะเป็นของหนัก : เป็น “ตัวกู” ก็หนัก …. อย่างเป็น ตัวกู, เป็น ของกู ก็หนักอย่างเป็นของกู อยากจะสงวนความเป็นตัวกู แบกเอาไว้ มันก็ไม่ยอมใคร มันก็ดื้อดึง มันก็ไม่รู้จักยอมใคร, ถ้าเป็นของกู ของกู มันก็ยึดถือเอาไว้ โดยไม่ยอมให้ใครเอาไป. อะไรที่เราเข้าไปมีความรู้สึกว่าเป็นตัวกู ว่าเป็นของกู ก็เป็นของหนักทั้งนั้น. ในพระบาลี(พระไตรปิฎก)ท่านระบุไปยัง “ขันธ์ทั้งห้า” ว่าเป็น “ของหนัก” …. ฉะนั้น เราอย่าต้องยึดถืออะไรดีกว่า, แม้ชีวิตนี้เราอย่ายึดถือเลย; ให้ชีวิตเป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา, ควบคุมมันให้เป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา, มันก็ไม่มีความทุกข์, และมันก็เป็นไปได้ตามที่มันจะดีที่สุดได้อย่างไร. นับประสาอะไรกับสิ่งอื่น, แม้แต่ชีวิตนี้พอไปยึดถือว่าเป็นของกู มันก็กัดเอาทันที; ชีวิตนั้นมันจะกัดเจ้าของทันที …. รวมความแล้วก็ว่ามันไม่มีอะไร, เรื่องในขันธ์ทั้ง ๕ นี้เป็นที่รวมแห่งสิ่งทั้งปวง, ไม่มีอะไรที่ยึดถือได้; พอยึดถือแล้วมันกัดเอาทันที เพราะมันเป็นของหนัก; พอไปยึดถือเข้ามันก็หนัก หนักบ่า หนักมือ หนักหัว หนักศีรษะ ที่ทูน ที่หิ้ว ที่หาม. พระอรหันต์ท่านโยนของหนักเหล่านี้ทิ้งออกไปหมดแล้ว แล้วท่านจะหนักอะไรเล่า …. ทีนี้ เรามันไม่ยอมโยนนี่, มันทั้งแบก ทั้งทูน ทั้งหิ้ว ทั้งหาบ ทั้ง….เต็มไปหมด, มันก็ต้องมีความหนัก, เราดูให้เห็นความหนักข้อนี้สิ แล้วเราจะรู้จักพระอรหันต์อีกทันทีเหมือนกัน ถ้าเรามองเห็นตัวเองที่ทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้ แล้วมองพลิกกลับนิดเดียวว่า ถ้าไม่มีอย่างนี้เราก็สบายสิ, พระอรหันต์มาแล้ว คือพระอรหันต์จะโผล่หน้าให้เห็นแล้ว ตอนที่รู้จักพิจารณาพลิกกลับตรงกันข้ามกับที่มันเป็นๆอยู่อย่างโง่เขลานั่น มีอวิชชาเป็นเหมือนกับม่านบังไว้ ก็ทําลายอวิชชา” . พุทธทาสภิกขุ ที่มา : ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาควิสาขบูชา ครั้งที่ ๘ ชุดพุทธธรรมประยุกต์ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๒๗ หัวข้อเรื่อง "พระอรหันต์ในฐานะผู้ประสบความสำเร็จแห่งพุทธธรรมประยุกต์" จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เล่มชื่อว่า "พุทธธรรมประยุกต์" หน้า ๒๒๔, ๒๒๕, ๒๓๑

ธรรมะวันนี้

อ่านทั้งหมด >>

“Thai-dhamma.com คลังหนังสือธรรมะ วารสาร นิตยสาร”

หนังสือธรรมะล่าสุด

อ่านหนังสือทั้งหมด

หนังสือธรรมะอ่านเยอะที่สุด

อ่านหนังสือทั้งหมด

หนังสือธรรมะน่าอ่าน