…. เรื่องมีอยู่ว่า..เมื่อวันหนึ่ง ในช่วงที่ร่าง ”ท่านพระอาจารย์“ ยังอยู่ที่ ”สำนักป่าสุญญตาราม“ เกริงกะเวีย ..ทุกๆวันเสาร์ จะมีการสวดบำเพ็ญกุศลเป็นเวลา 1 ปี ..ในวันเสาร์วันหนึ่ง !! เป็นวันสำคัญเกี่ยวกับท่านพระอาจารย์(อาจจะเป็นร้อยวันหรือปล่าว ไม่แน่ใจ) ..ตัวดิฉันและคุณหมอเมย์ ได้เดินทางไปร่วมพิธีสวดบำเพ็ญกุศลท่านพระอาจารย์ และเมื่อกลับมาถึงบ้านในคืนนั้น ..ได้เกิดนิมิตฝันเห็นท่านพระอาจารย์ (ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องจริงด้วยประสบการณ์ในชีวิต) ..ฝันว่าเห็นท่านมายืนอยู่ท่ามกลางลูกศิษย์ ในลักษณะตัวตนที่ท่านเป็นอยู่ ณ.ปัจจุบัน ที่ท่านอยู่บนสวรรค์ชั้น..? ..และท่านมาสื่อสารให้รู้ว่า (ไม่ได้เปล่งเสียงพุดอะไร เป็นคลื่นความรู้สึก) ว่าท่านอยู่กับพวกเราตลอดในระยะเวลาหนึ่งปีที่บำเพ็ญกุศล โดยเฉพาะวันเสาร์ที่บำเพ็ญกุศล ท่านมาอยู่ท่ามกลางลูกศิษย์ทุกครั้ง ในฝันทุกคนตื่นเต้นมารุมล้อมท่าน แต่ท่านไม่พูดอะไร แค่ยิ้มๆเล็กน้อยยิ้มนิดเดียวอยู่ตลอด ไม่เห็นฟัน ให้กับทุกคน ทุกท่านในที่นั้น .. ..ตั้งแต่วันนั้นมาภาพของท่านกยังคิดตา และพยายามจำทุกอิริยาบท เพื่อวันหนึ่ง ถ้ามีเงิน จะจ้างนักวาดมาวาดรูปท่านเก็บไว้ หรือให้คนที่เชื่อได้ดูว่า ปัจจุบันท่านเป็นแบบใด ในความรู้สึกท่านเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ชั้น ..ด..ส..!!?? ..อันนี้ไม่ได้คิดสื่อสาร แต่..ที่อยากสื่อสารคือ อยากให้ลูกศิษย์ที่รักเคารพท่านได้เห็นเหมือนที่เราได้เห็น (แต่คิดว่าหลายท่านอาจได้เห็นเช่นกัน) เห็นว่าปัจจุบันท่านงามขนาดไหน ท่านงามเหมือนภาพวาด หน้าท่านผิวกายท่านใสไม่มีรูขุมขน ผมยาวเหมือนถูกจัดเรียงไว้ทุกเส้น อายุท่านประมาณไม่ต่ำกว่ากว่า 26 แต่ก็ไม่น่าเกิน 30 รูปร่างสูงเพรียวสง่างามมาก บารมีสูงส่ง ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีที่ติ ไม่มีเหงื่อไม่มีฝุ่นเกาะแม้น้อยนิด จึงเก็บภาพประทับใจนี้มาตลอดเวลา ..รอเพื่อให้มีเงินให้จิตกรมาวาดภาพ แต่เวลาผ่านไปเราก็ยังทำไม่ได้สักที่ จนเริ่มกลัวว่านานวัน เราจะลืมภาพท่าน.. ..วันหนึ่ง ได้นำกล้วยเล็บมือนางในสวน ไปให้คุณหมอเมย์ทาน อยู่ๆก็ได้คุยเรื่องนี้ให้คุณหมอเมย์ฟัง พอไม่กี่วันหลังจากนั้น คุณหมอก็แจ้งมาว่า หาคนวาดภาพนี้ได้แล้ว และได้จ่ายค่าวาดทั้งหมดโอนให้น้องที่จะวาดภาพ ตัวเราดีใจจนน้ำตาใหล..รอมาตั้งนาน วันนี้จะได้ให้ทุกคนที่เราอยากบอกได้เห็นเหมือนตัวเราเห็น…น้องบอกใช้เวลาหนึ่งเดือน ฉันตื่นเต้นมากๆๆๆ..นับวันรอ หนึ่งเดือน ขอบคุณคุณหมอเมย์ที่สุดในสามโลก 🙏🙏🙏 ..หากเรื่องนี้ข้าพเจ้ากล่าวเท็จ ขอให้โดนลงโทษ ..แต่ถ้าข้าพเจ้าได้กล่าวเรื่องจริง ขอให้ตัวข้าพเจ้าได้บำเพ็ญเพียรในทุกภพทุกชาติ จนถึงที่สุด เพื่อให้ได้ไปรับใช้ท่านพระอาจารย์ด้วยเถิด 🙏🙏🙏สาธุๆๆๆ 🙏🧚🏼‍♀️☺️ …..พระโพธิสัตว์ของลูก …🙏🙏🙏

อ่านเพิ่มเติม

เป็นพระอรหันตสาวกของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงอภิญญา ญาณ สมาบัติ ที่แก่กล้ามากที่สุดองค์หนึ่งในยุครัตนโกสินทร์ ท่านได้ออกโปรดพุทธศาสนิกชน เผยแผ่แสดงธรรมของพระศาสดาให้ผู้คนสนใจและตั้งใจประพฤติ ปฏิบัติธรรมไปทั่วโลก เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ด้วยความผ่องใสบริสุทธิ์ งดงาม สะอาด สว่าง สงบ ตลอดชีวิต ท่านได้ละทิ้งสังขาร ดับขันธ์นิพพาน หลังจากไปกราบพระพุทธองค์ ที่สังเวชนียสถาน ประเทศอินเดียและเนปาลในวันที่ 14 ก.พ.- 25 ก.พ. 2568 พระอาจารย์ยันตระ อมโรภิกขุ ได้นิพพานในท่าตะแคงขวาตามแบบอย่างประเพณีพระอรหันตสาวกในครั้งพุทธกาล เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกผู้มีจิตเลื่อมใสศรัทธา ในวันที่ 9 มีนาคม 2568 สิริอายุ 73 ปี 51 พรรษา.

อ่านเพิ่มเติม
ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร  เฝ้ารู้ดูที่จิต
ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร เฝ้ารู้ดูที่จิต

เฝ้ารู้ดูที่จิต คนทำงานด้วยจิตอันสุขุมมีสติปัญญาลึกซึ้งและสงบเยือกเย็นประกอบไปด้วยกันจะมีการทำงานด้วยการพักผ่อนที่เรียกว่า Relax อยู่ในตัว ไม่เครียดงาน และระบบของความคิดนั้นจะเป็นแมงมุม สมาธิของแมงมุม มันจะจัดการกับทุกเรื่องที่เข้ามาได้ มันขึงเรด้าไว้อะไรเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า ความน้อมระลึกรู้เกี่ยวข้องสัมผัสความรู้ตัวทั่วพร้อม มันก็ไปจับเหยื่อของมันมากันได้ ตัวของมันไม่ต้องเหนื่อยมาก คือ จับจุดเฝ้าดูรู้ที่ปัจจุบัน เฝ้าดูที่ใจ ลมหายใจ อานาปาก็ดีเพื่อเป็นอุบายมีจิตเกาะอยู่กับอารมณ์นั้น แต่ในที่สุดเรารู้ไปทุกอิริยาบทที่ดำรงตัวรู้คือสติธรรมดานั่นเอง ฝึกอย่างนี้และเข้าไปที่ตัวรู้ เวลาที่เรานั่งดูเราก็สงบ ดูที่ตัวรู้ รู้กาย รู้ใจ แต่กำหนดลมด้วยก็ได้ โดยไม่ต้องใช้คำบริกรรมช้า ๆ แต่ถ้าใครฟุ้งซ่านจัดจะใช้ด้วยก็ได้

อ่านเพิ่มเติม
“ตัวกู” เป็นของหนัก ยิ่งกว่าโลกทั้งโลก
“ตัวกู” เป็นของหนัก ยิ่งกว่าโลกทั้งโลก

“ตัวกู” เป็นของหนัก ยิ่งกว่าโลกทั้งโลก . พุทธทาสภิกขุ ------------------------------------ . “พระอรหันต์” คือ ผู้โยนทิ้งของหนักแล้ว (โอหิตภาโร) …. “ เราได้ฟังคําว่า “อรหันต์”ๆ มามากพอแล้ว ทีนี้ก็ฟังคําอื่นที่เป็นไวพจน์(หมายถึงคำที่มีรูปหรือเขียนต่างกันแต่ใช้เรียกแทนกันได้)ต่อคําว่า “อรหันต์”, แต่จําเป็นนะที่จะต้องใช้คําบาลี โดยมากคนเขาก็ไม่ค่อยชอบคําบาลี ฟังยาก ชวนง่วงนอน; แต่เราก็จะแปลคําบาลีนั้นให้เข้าใจความหมายได้ …. ไวพจน์ คําแทนชื่อของ “พระอรหันต์” มีมากมายหลายสิบ หรือจะพูดว่าหลายร้อยคําก็ได้, มีมากมายหลายสิบคํา เอามาพูดวันหนึ่งก็ไม่หมด; แต่จะพูดเท่าที่สมควร เท่าที่จําเป็นที่จะพูดสักจํานวนหนึ่งเท่านั้นแหละ, ๔ คํา ๑๐ คํา อะไรก็ได้, และเราจะ ช่วยให้รู้จักพระอรหันต์ได้มากขึ้น …. คําแรกที่อาตมาคิดว่าควรจะพูดก่อนก็คือคําว่า “โอหิตภาโร” โอหิตภาโร แปลว่า ผู้ที่โยนของหนักทิ้งลงเสียได้ ทําไมจึงว่าพระอรหันต์คือผู้โยนของหนักทิ้งลงไปเสียได้? ก็นั่นแหละ คือความเป็นพระอรหันต์, เป็นปุถุชนแบกของหนักอยู่ตลอดเวลา มันยึดถืออะไรเข้ามาเป็นตัวกู เป็นของกู ของนั้นทั้งหมดจะเป็นของหนัก : เป็น “ตัวกู” ก็หนัก …. อย่างเป็น ตัวกู, เป็น ของกู ก็หนักอย่างเป็นของกู อยากจะสงวนความเป็นตัวกู แบกเอาไว้ มันก็ไม่ยอมใคร มันก็ดื้อดึง มันก็ไม่รู้จักยอมใคร, ถ้าเป็นของกู ของกู มันก็ยึดถือเอาไว้ โดยไม่ยอมให้ใครเอาไป. อะไรที่เราเข้าไปมีความรู้สึกว่าเป็นตัวกู ว่าเป็นของกู ก็เป็นของหนักทั้งนั้น. ในพระบาลี(พระไตรปิฎก)ท่านระบุไปยัง “ขันธ์ทั้งห้า” ว่าเป็น “ของหนัก” …. ฉะนั้น เราอย่าต้องยึดถืออะไรดีกว่า, แม้ชีวิตนี้เราอย่ายึดถือเลย; ให้ชีวิตเป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา, ควบคุมมันให้เป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา, มันก็ไม่มีความทุกข์, และมันก็เป็นไปได้ตามที่มันจะดีที่สุดได้อย่างไร. นับประสาอะไรกับสิ่งอื่น, แม้แต่ชีวิตนี้พอไปยึดถือว่าเป็นของกู มันก็กัดเอาทันที; ชีวิตนั้นมันจะกัดเจ้าของทันที …. รวมความแล้วก็ว่ามันไม่มีอะไร, เรื่องในขันธ์ทั้ง ๕ นี้เป็นที่รวมแห่งสิ่งทั้งปวง, ไม่มีอะไรที่ยึดถือได้; พอยึดถือแล้วมันกัดเอาทันที เพราะมันเป็นของหนัก; พอไปยึดถือเข้ามันก็หนัก หนักบ่า หนักมือ หนักหัว หนักศีรษะ ที่ทูน ที่หิ้ว ที่หาม. พระอรหันต์ท่านโยนของหนักเหล่านี้ทิ้งออกไปหมดแล้ว แล้วท่านจะหนักอะไรเล่า …. ทีนี้ เรามันไม่ยอมโยนนี่, มันทั้งแบก ทั้งทูน ทั้งหิ้ว ทั้งหาบ ทั้ง….เต็มไปหมด, มันก็ต้องมีความหนัก, เราดูให้เห็นความหนักข้อนี้สิ แล้วเราจะรู้จักพระอรหันต์อีกทันทีเหมือนกัน ถ้าเรามองเห็นตัวเองที่ทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้ แล้วมองพลิกกลับนิดเดียวว่า ถ้าไม่มีอย่างนี้เราก็สบายสิ, พระอรหันต์มาแล้ว คือพระอรหันต์จะโผล่หน้าให้เห็นแล้ว ตอนที่รู้จักพิจารณาพลิกกลับตรงกันข้ามกับที่มันเป็นๆอยู่อย่างโง่เขลานั่น มีอวิชชาเป็นเหมือนกับม่านบังไว้ ก็ทําลายอวิชชา” . พุทธทาสภิกขุ ที่มา : ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาควิสาขบูชา ครั้งที่ ๘ ชุดพุทธธรรมประยุกต์ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๒๗ หัวข้อเรื่อง "พระอรหันต์ในฐานะผู้ประสบความสำเร็จแห่งพุทธธรรมประยุกต์" จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เล่มชื่อว่า "พุทธธรรมประยุกต์" หน้า ๒๒๔, ๒๒๕, ๒๓๑

อ่านเพิ่มเติม

แสดงรายการที่ 115 - 120 จากทั้งหมด 572 รายการ