ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร จบที่จิต ภูมิจิตก็ไม่เท่ากันสักคน ความรู้ก็ไม่เท่ากันสักคน ความเห็นอาจจะมีแนวโน้มใกล้เคียงกัน แต่จะให้เท่ากันเป๊ะหมดไม่มี ล้านคนล้านความรู้สึกกี่หมื่นกี่แสนล้านเกิดมาอีกมันก็ไม่เหมือนกันสักคน ของใครของมัน จะให้มันเป๊ะหมดไม่ได้หรอก แต่มีแนวโน้มที่เป็น�แกนกลางอันเดียวกันได้ เหมือนต้นไม้ในป่ามีหลากหลายชนิด แต่ดำรงความเป็นพฤกษชาติร่วมกัน มีแกนกลางในความเป็นอันเดียวกัน ในทางที่มุ่งเพื่อความดับทุกข์ มุ่งเพื่อความสันติสุข เพื่อความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลทำทุกอย่าง จงพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เห็นแก่ตัว ให้มีแกนกลางอย่างนี้ก็แล้วกัน ระลึกถึงความเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จิตของพระอรหันต์เหมือนมีดแหวกอากาศ จิตของพระอนาคามีเหมือนมีดแหวกลงไปในน้ำพอยกขึ้นมาก็ติด แป๊ปเดียว แต่จิตของพระสกิทาคามีเหมือนแหวกลงไปในเหล็ก มันเข้ายากแต่ก็เป็นรอยอยู่ แต่จิตของพระโสดาบันเปรียบเหมือนมีดกรีดลงไปในหิน ลึกกว่า ลงรากลึกกว่า แต่จิตของปุถุชนเหมือนมีดกรีดลงไปในเนื้อหรือมังสะที่เต็มไปด้วยบุพโพโลหิต เส้นเอ็นที่สด ๆ ย่อมมีแผลเหวอะหวะ ถ้าไม่รีบรักษาเดี๋ยวมันเรื้อรัง เจ็บปวด รักษาอยู่นานกว่าจะหาย ฟ้าคือความว่างนั้น แข็งแกร่งมั่นคงที่สุด ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น หมุนเวียนเปลี่ยนไปในความว่าง มืดสว่างก็ผกผันในความว่าง แต่ความว่างนั้นคงที่ มิเปลี่ยนแปลง ไม่เต็ม ไม่พร่อง เป็นเช่นนั้นเอง ฉะนั้น สิ่งที่เราแสวงหา เราควรกำหนดด้วยว่า สิ่งเหล่านั้น เรารู้สภาพความจริงมันหรือไม่ แล้วเราพยายามน้อมมาพิจารณาจนกระทั่ง ใจของเรายอมรับได้ชัดหรือไม่ เมื่อเรายอมรับและประจักษ์แจ้งจริง ๆ เราจะต้องไม่หลงผูกพัน จะต้องถอนตนออกจากอุปาทานเสีย ดังนั้น ถ้าเราได้อะไร ก็จงอย่ามีอุปาทานในความได้ เรามีอะไรก็จงอย่ามีอุปาทานในความมี ถ้าพูดให้ชัดอีกที เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นและดับไป ไม่มีอะไรที่จะให้ได้ ให้มีอะไร จงอย่ามีอุปาทานในความมี ไม่มีอะไรที่จะให้เอา และไม่มีอะไรที่จะให้มีจริงตลอดไป เพราะเป็นสภาพปรากฏชั่วขณะเท่านั้นเอง เมื่อเห็นภัย ความตายมาถึงตน ว่าต้องตายแน่แล้ว จงละเหยื่อในโลกีย์เสีย หันมาประพฤติธรรม อันทำใจให้สงบเถิด ท่านพร้อมแล้วหรือ พร้อมที่จะอยู่อย่างง่าย ๆ พร้อมที่จะตายอย่างหมดห่วงหมดกังวลแล้วหรือยัง จิตเปลี่ยนไป หมุนไปเรื่อยไป ทั้งรูปธาตุภายนอกและนามธรรมภายใน หมุนเรื่อยไป จะด้วยกุศลก็หมุนเรื่อยไป เปลี่ยนวิถีที่เป็นไปตามสภาพ ตามผัสสะ ตามสภาพธรรมภายในที่มีธาตุรู้นั้นเข้าไปรับรู้ และทำหน้าที่ปฏิกิริยาต่าง ๆ ที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยไป บางครั้งสงบ อิ่มเย็น บางครั้งก็เกิดความไหวหวั่น มีความพริ้วของจิต มีอาการแปรปรวนไปตามสภาพแล้วก็ดับลงอีก แล้วก็เกิดใหม่อีก ซึ่งคล้าย ๆ กัน ซ้ำ ๆ อยู่อย่างนี้ หมุนเนื่องกันเรื่อยไปหลายเชิงหลายชั้นสงบบ้าง ไม่สงบบ้าง ปีติบ้าง ร่วงโรยจากปิติบ้าง ทั้งภายในและภายนอก

อ่านเพิ่มเติม

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร พระองค์จึงตรัสว่า สัตว์โลกทั้งหลายมีความหลงเป็นเครื่องครอบงำ คือโมหะจึงทำให้วนอยู่ในสังสารวัฏ แล้วให้กระทำกรรมแล้วด้วย อำนาจของโมหะ ทำให้เกิดความโลภ โมโหโทสัน ทำให้เกิดตัณหา อุปาทาน ทำให้สัตว์โลกทั้งหลายกระทำบาปด้วยความไม่พิจารณา แล้วท้ายที่สุดให้ได้มาในความยินดี พอใจ ในอารมณ์ ที่ตนเองพอใจ ที่หวังที่ปรารถนา แม้คนอื่นจะทุกข์เดือดร้อนก็ยังกระทำ ยังล่วงเกินด้วยลุอำนาจแห่งความโลภ โกรธ หลง ไม่สามารถควบคุมใจตนเองได้จึงทำให้ไปทุจริตผิดศีล เช่น ไปทำปานาติบาตร ฆ่าสัตว์บ้าง ไปประกอบอทินนาทาน ฉ้อโกงหรือถือเอาทรัพย์สินของผู้อื่น โดยที่เขาไม่ได้ให้ มีการลักขโมย เป็นต้น และไปล่วงสิทธิในคู่รักคู่ครองเรือนของผู้อื่นทั้งๆที่จิตใจของเรานั้นมีความรู้สึก รู้อยู่ว่าเป็นการทุจริต แต่อำนาจของราคะธรรม ฉันทราคะ ที่มีมากด้วยความโลภแห่งความใคร่จึงไปล่งเกินในภรรยา สามี สิทธิอันเป็นคู่รักของบุคคลอื่น ทำให้ผิดศีลในข้อที่ ๓ และเมื่ออำนาจของความ โลภ โกรธ หลง ก็ทำให้เรากล่าววาจาที่ไม่สุจริต เช่น กล่าววาจาทุจริต หรือกล่าววาจาที่ไม่เป็นสัจจะ โกหกหลอกลวงผู้อื่นหรือกล่าววาจาส่อเสียดนินทาว่าร้ายคำหยาบคาย ตลอดถึงความเพ้อเจ้อไร้แก่นสารสาระล้วนแต่มาจากอำนาจกิเลส มีความหลงเป็นต้น ทั้งสิ้นเพราะฉะนั้นสัตว์โลกทั้งหลายที่ทำบาปเพราะมีโมหะความหลงนี้แหละเป็นเครื่องครอบงำจิต พระองค์จึงทรงชี้ให้เห็นว่าด้วยอำนาจของกรรมเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในใจจึงทำให้เรา บันดาลการกระทำ คำพูดไปในทางที่ผิดพระองค์จึงชี้ให้เราทั้งหลายได้สำรวม อย่างวันนี้ญาติโยมสำรวมตนตั้งตนอยู่ในศีล ๕ เป็นความดี เบื้องต้น ที่เราทังหลายพึงปฏิบัติ ในฐานะที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา อันเป็นบุญข้อแรก บุญข้อแรกเพราะมีศีล ตั้งอยู่ในศีลคือไม่เบียดเบียนใคร เราจะลืมตาหลับตา มองเห็นได้ชัดเลยว่า ถ้าเราไม่ทำกรรมชั่ว ไม่ก่อบาปธรรมในอกุศลทั้งหลาย ทั้งทางกาย วาจาและใจ เริ่มต้นด้วยกาย วาจา เราสงบสำรวมเป็นศีล ถ้าโลกนี้อยู่ด้วยความมีศีล สีเลนะ สุคะติงยันติ ศีลนั้นยังให้เกิดสุข สีเลนะ โภคะสัมปะทา ศีลนี้ทำให้เกิดโภคทรัพย์แห่งความเป็นมนุษย์ รักษาโภคทรัพย์ในความมีคุณค่าของคุณธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ และโภคทรัพย์ภายนอกอีกด้วย เพราะไม่เบียดเบียนกัน โภคทรัพย์ก็ยั่งยืนและอยู่ได้อย่างถาวรได้ยืนนานยิ่งกว่า ทั้งศีลนี้เป็นมาตรฐาน เป็นทางให้นำไปสู่พระนิพพาน ถ้าไม่มีศีลแม้จะกล่าวถึงมรรคผลเบื้องสูงจนถึงพระนิพพานเป็นที่สุดนั้น จะเป็นไปได้อย่างไร ที่เราจะไขว่คว้าหรือสัมผัสซึ้งถึงนิพพานได้ ซึ่งแปลว่าแดนแห่งความดับเย็นจากกิเลสทั้งหลายจนจิตใจสงบเยือกเย็น มีความรู้ตื่นเบิกบานหมดสิ้นความโลภ โกรธ หลง นั้น เราเรียกว่า นิพพาน แต่ขั้นศีลเรายังควบคุมบังคับไม่ได้เลย แต่กาย วาจาที่จะหยุดความรุ่มร้อนยังบังคับไม่ได้ แล้วจิตใจจะสงบเยือกเย็นได้อย่างไร เพราะไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเป็นไปได้เลย

อ่านเพิ่มเติม

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร โซ่เหล็กล่ามกาย โซ่กายล่ามจิต บางคนตอบตัวเองไม่ถูกว่ามันต้องการอะไรกันแน่ มันอยากอย่างนี้แล้วก็ยังแสวงหาเหยื่ออันโน้นอีก ต้องเจอกับความซ้ำซาก เจอกับความระหกระเหินทางใจอีก แม้เหยื่อที่ตนเองพึงใจไม่มีอะไรที่เรากินแล้วมันจะพอใจไปได้ตลอดอย่างนั้น มันเบื่ออีก มันเซ็งอีก ซ้ำซากแล้วมันก็อยากหาเหยื่อใหม่ เหยื่อเก่าที่ยังมีเชื้อก็ผลักให้เป็นไฟต่อไปในการสร้างเหยื่อใหม่อีก มันหลอกตัวเองอยู่ร่ำไป หากว่าใครไม่เข็ดขยาดก็ต้องมาร้องไห้ ต้องมาทุกข์โศกเศร้าหมอง คับแค้น กระสับกระส่าย ด้วยโรคแห่งวิญญาณต่าง ๆ นานา แล้วมาบ่นว่าเรามีเวรมีกรรมจริงหนอ แต่ว่ากำไม่ยอมแบ ไปกำมากมันก็ตำมือ มันเจ็บ กำมาก ๆ มันอุดอู้ มันร้อน ปล่อยวางเสีย เราจะได้โปร่งสบาย ใครผูกเราไว้กับสิ่งใด ๆ ในโลกล่ะ มีแต่เรานั่นแหละ ผูกตัวเองไว้กับสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ โซ่เหล็กนั้นล่ามกาย แต่โซ่กามนั้นล่ามใจ โซ่ในการหลงอยู่ในเกียรติยศ ชื่อเสียงต่าง ๆ มันล่ามจิตใจของมนุษย์ผู้ใดปลดปล่อยโซ่เหล่านั้นออกเสีย ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปลดซึ่งโลกหรือโลกามิสทั้งปวงลงไปได้

อ่านเพิ่มเติม

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ส่วนใดที่เป็นความรู้สึกเสวยอารมณ์แล้วเรียกว่า เวทนา เช่น สุข ทุกข์ ร้อน หนาว อะไรเช่นนี้เป็นต้น ปวดเมื่อยก็เป็นเวทนา จำอารมณ์ต่าง ๆ ในเรื่องรูป เรื่องรส เรื่องกลิ่น เรื่องเสียง เรื่องใด แม้เรานึกเรื่องอะไร คือเรื่องอะไร เราจำ เราคิด จำรูป จำรส จำกลิ่น จำเสียง จำเรื่องราวต่าง ๆ อันนี้เป็นสัญญา ความจำในอารมณ์ทุกอย่างเป็นสัญญา ปรุงแต่งอารมณ์ ชอบไม่ชอบ รักบ้างชังบ้าง เฉยบ้าง อันนี้เป็นสังขาร สังขารคือความรู้สึกนึกคิดของใจ คือ ความปรุงของอารมณ์นั่นเอง เมื่อเห็น เมื่อได้ยิน เมื่อได้ฟัง เมื่อสัมผัสรู้อะไรก็จำได้ เสวยเวทนาอย่างไร ถ้าหากว่าปรุงอารมณ์ในการชอบหรือไม่ชอบ มียินดียินร้ายอันนี้เราเรียกว่าเป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นบุญ เป็นบาป สังขารแปลว่าตัวปรุงอารมณ์ ปรุงรัก ปรุงเกลียด ปรุงโกรธ ปรุงกลัว อันนี้เป็นสังขาร ตัวรู้อารมณ์ เราเรียกว่า วิญญาณ วิญญาณตัวรู้เฉย ๆ เช่น รู้ดี รู้ชั่ว รู้บุญ รูบาป รู้คุณ รู้โทษ รู้สุข รู้ทุกข์ รู้เย็น รู้เฉย ที่เรารู้อะไร เพราะมีวิญญาณ วิญญาณจึงเป็นแหล่งรวมรู้ของรูปนามทั้งปวง รวมรู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร และรู้วิญญาณเอง จริงของคนต่างจากจริงของพระพุทธเจ้า จริงของพระพุทธเจ้าเป็นจริงที่เข้าถึอริยสัจ ส่วนจริงของเรา มักติดอยู่กับสมมุติ จึงยังไม่ถึงจริงแท้ เบื่อหน่าย คลาย วาง จงเอาคุณธรรมของพระพุทธองค์ เป็นใหญ่ เป็นผู้นำ เป็นที่เคารพ เป็นที่ทำตาม จงเอาคุณธรรมของพระธรรม เป็นใหญ่ เป็นเครื่องนำ เป็นที่เคารพ เป็นเครื่องทำตาม จงเอาคุณธรรมของพระสงฆ์ เป็นใหญ่เป็นผู้นำ เป็นที่เคารพ เป็นแบบอย่างทำตามอย่าไปหลงเนื้อหนังมังสาของพระสงฆ์ หลงเอาตัวเองเป็นใหญ่ เป็นผู้นำ แล้วให้พระทำตามอย่าง จะเป็นการเอาตัวเราไปบังพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระผู้มีพระภาคสอนให้เราเห็นทุกข์ชัด ๆ บุคคลใดเห็นทุกข์ แล้วก็จะเบื่อหน่ายคลายวางในเหยื่อของโลก จะไม่หลง จะไม่ผูกไม่ยึด แต่ยังคงทำหน้าที่ต้อนรับกับสุขและทุกข์ด้วยสติเป็นกลางด้วยความรู้ตื่น เบิกบาน เหมือนกับฤดูกาลที่ผ่านเข้ามา ต้นไม้มันต้อนรับไม่ว่าฤดูร้อน ฤดูหนาว ฤดูฝน มันแตกกิ่ง แตกก้านสาขาเติบโตขึ้นตามเงื่อนไขและก็มีอาการที่เรียกว่า หมดไป ดับไป สิ้นไป ตามเรื่องราวของมัน มันยังสร้างวงปีขึ้นในต้นของมัน แสดงถึงความแกร่ง เราก็จงต้อนรับกับความได้ และไม่ได้ การได้และพลัดพรากนั้นเป็นเพียงสิ่งสมมุติ ที่จริงมันไม่มีอะไรที่จะได้ในโลกนี้ และไม่มีอะไรต้องพลัดพราก เพียงแต่เราให้ความหมายว่าเป็นของเราเป็นเรา มันจึงเกิดการพลัดพรากขึ้น ที่จริงไม่มีทั้งหมดเลยให้พิจารณา แต่ว่าในส่วนหนึ่งที่ได้ผ่านเข้ามา สิ่งนั้นเป็นสิ่งอาศัยอิงรู้อาศัยลงได้ชื่อว่าสังขาร เป็นสิ่งอาศัยประกอบกันเข้าแล้วก็ดับไปสิ้น อาศัยหมด จิตอาศัยรูปกาย เรามาอาศัยศาลา ศาลาก็ไม่ใช่ของเรา ศาลาที่ปลูก แผ่นดินนี้ก็ไม่ใช่ของเรา บ้านช่องของเราก็เปล่าเลย มันไม่มีเราอยู่ในสิ่งนั้น ไม่มีของเราแท้จริงในสิ่งนั้น

อ่านเพิ่มเติม

แสดงรายการที่ 97 - 102 จากทั้งหมด 598 รายการ