ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร ยิ่งอรูปราคะ ยิ่งละเอียดเข้าไปอีก ก็ยังเป็นความเลวชนิดหนึ่งเลย นี่ยกความเลวตามระดับๆซึ่งอาจจะเป็นความดีของผู้ที่เห็นว่าเป็นความดี แต่สำหรับสายตาของพระอริยเจ้าก็ยังเป็นความเลว อันนี้มาพูดให้ท่านฟัง ในที่สุดก็คือทำความหมดจดให้เกิดขึ้นในใจ แม้อรูปราคะ ซึ่งผู้ที่ได้อรูปฌามอย่างนี้เป็นต้น เช่น พวกที่มีชื่อเสียง มีหน้ามีตาพวกนี้ไม่ต้องการอย่างอื่นหรอก กิน กาม อะไร ไม่ปรารภถึง ไม่พร่ำพรอด ไม่ใส่ใจ แต่พอใจในเรื่องเสียง ในความมีเกียรติ ในความเป็นผู้มีชื่อเสียง มีบุญมากก็ไปพอใจในบุญนั้น โดยไม่เจริญธรรมให้ก้าวล่วงพ้นความคิดข้องในสิ่งๆนั้น ก็ยังเป็นอรูปราคะอยู่ ทีนี้เน้นถึงทางใจ พวกที่ได้อรูปฌาน ถึงขนาดที่ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าตรัสแก่อาฬารดาบส อุททกดาบส ซึ่งตรัสอุทานในพระทัยของพระองค์ว่า ฉิบหายเสียแล้ว เมื่อพระองค์เล็งพระฌาน คือใช้พุทธจักขุ หรือเรียกว่าทิพยจักขุ อันสูงสุดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีอนาคตังสญาณ มีสัพพัญญุตญาณ รู้ในสิ่งทั้งปวง ในหน้าที่ของความเป็นพระพุทธเจ้า รู้โดยไม่มีเครื่องกีดกางขวางกั้น เพราะอาจารย์ของตนติดอยู่ในอรูปฌาน หลงใหลในอรูปฌาน ไม่ไปไหน พอใจในอรูปตั้งแต่อากาสานัญจายตนะ จนถึงเนวสัญญา นาสัญญายตนะ ซึ่งละเอียดมาก อันนี้ท่านจะทำถึงหรือไม่ถึงก็เป็นเรื่องของท่าน ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดรู้ได้ด้วยตนเอง อันนี้ท่านก็กล่าวว่ารู้เองเรียกว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ผู้รู้ก็ย่อมรู้เองว่าตนได้ฌานหรือยัง ได้อรูปฌานหรือยัง หรือไม่ต้องการสิ่งนั้นยกใจขึ้นสู่วิปัสสนาญาณ ไม่ติดในสมาธิตรงตัวเข้าถึงระดับไหน อย่างไร ก็รู้ด้วยตัวของตัวเองทั้งหมดในความรู้เหล่านั้นทั้งหมด จึงกล่าวว่าญาณของผู้รู้ย่อมมี นี่ก็เช่นเดียวกัน

อ่านเพิ่มเติม

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร พ่อแม่บางคนยังคงให้ความหลงระเริงตามใจแก่ลูกๆ โดยการปล่อยให้ลูกๆและบางทีก็รวมถึงเพื่อนของลูกๆมีอิสระกันอย่างเต็มที่ และยังสนองในทุกสิ่งที่ลูกต้องการให้กับพวกเขาด้วย เด็กๆเหล่านั้นจะโตมาเป็นคนนิสัยเสียอย่างมาก และเมื่อมีคนมาขัดขวางกิเลสตัณหาของพวกเขาจนทำให้พวกเขาไม่ได้สิ่งที่ต้องการ พวกเขาก็จะรู้สึกผิดหวังและทุกข์ทรมาน ให้ระวังเรื่องนี้กันด้วย เราต้องคอยควบคุม สังเกตและตรวจสอบตัวเอง แล้วละทิ้งกิเลสเสีย พยายามนอนและกินให้น้อยลง เท่าที่จำเป็นเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น พยายามพูดให้น้อยลงและปฏิบัติฝึกฝนให้มากขึ้น จงรู้จัก”ยอม”และปล่อยวางให้มากขึ้น หากมีสิ่งใดที่เรายอมได้ เราก็ยอมเสีย หากมีสิ่งใดที่เราปล่อยวางได้ก็ปล่อยวางมันไป จงพัฒนาความรักและความเมตตากรุณาให้มากขึ้น การเสียสละเป็นสิ่งที่สูงส่งดีงาม มันช่วยยกระดับจิตใจของเราและยังนำไปสู่มิตรภาพที่ยั่งยืนกับผู้อื่น โลกจะน่าอยู่ขึ้นหากเรามีน้ำใจและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จงละทิ้งความเกลียดชังและความเห็นแก่ตัว โดยความเป็นจริงแล้วไม่มีชาวอินเดีย ไทย จีน ลาว หรือชาวตะวันตก มนุษยชาติล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนที่ร่วมทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เท่านั้น เราทุกคนต่างปรารถนาที่จะพ้นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น เมื่อชาวตะวันตกถามอาตมาว่า “ศาสนาของท่านคืออะไร” อาตมามักจะตอบว่า “ศาสนาของอาตมาคือ ความรักความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจผู้อื่น” อาตมานั้นมักจะพยายามทำความเข้าใจในทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อให้เห็นความเป็นจริงในขั้นปรมัตเสมอๆ เพราะหากว่าเรามีความเข้าใจที่ชัดเจนจริงๆแล้วว่ามันเพียงเป็น “ตถตา”(เช่นนั้นเอง) เราก็จะไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดๆอย่างเหนียวแน่น แล้วเราจะสามารถปล่อยให้สิ่งต่างๆ ได้ปรากฏเกิดขึ้นและดับไปตามวิถีแห่งธรรมชาติของมันเอง

อ่านเพิ่มเติม

แสดงรายการที่ 25 - 30 จากทั้งหมด 598 รายการ