ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร ขอให้เราทั้งหลายจงเข้าใกล้บัณฑิต ส่วนพวกที่ยังบกพร่องทำตนเป็นคนพาล เราก็แนะนำเกื้อกูลเขาให้เดินทางถูก แต่เราอย่าไปกระทำกรรมชั่วนั้น ล่วงเกินไปกับเขาด้วย เช่น เขาเป็นคนดื่มเหล้าเมาสุรา เสพยาเสพติด ประพฤติอยู่ในทางอบายมุข คลุกเคล้าคลุกคลีอยู่กับอบายมุข เสเพลอันธพาลเป็นนักเลงหัวไม้ นักเลงผู้หญิง เจ้าชู้เที่ยวกลางคืน ก็อย่าไปร่วมด้วย หรือมีพฤติกรรมอย่างนั้น หรือเป็นคนเกียจคร้านทำการงาน นี่ก็เอาตัวไม่รอดเหมือนกัน ต้องเป็นคนขยันขันแข็ง ให้เข้าใกล้บัณฑิต นึกถึงธรรมะของบัณฑิต นึกถึงชีวิตของเราที่เกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาเพื่อหมกมุ่นคิดเสพกามทุกอย่าง หรือเกิดมาเพื่อเขลาเมายศ คิดคดโกงกินกันหรือ นี่หรือจึงชื่อมนุษย์สุดปัญญา ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์แท้ ต้องมีแต่เจริญศีลเจริญธรรมให้ตั้งมั่น เมื่อเราฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ ไม่เผลอพลัน จิตดวงนั้นจะเข้าสู่ธรรมะอันเกษม ลึกซึ้งภายในใจเราเอง

อ่านเพิ่มเติม

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร ถามใจดู อยู่ตรงไหนก็ดี ทำอะไรกับใครที่ไหนก็ดี ให้ใจดีอยู่เสมอ จงทำดีด้วยใจดีด้วยใจปล่อยวาง เราจะบรรลุถึงความดีอันบริสุทธิ์ในที่สุด แล้วชีวิตจะมีความสุข ความเจริญ ร่มเย็นและเป็นประโยชน์สุขต่อผู้อื่น ชีวิตผู้อื่นต่อสังคมนี้เป็นอันมาก แม้ชีวิตดับไปด้วยดีเพราะวาระสุดท้ายเราได้ทำสิ่งใดก็บันทึกไว้ คนเราจะลืมสิ่งใดได้สนิทก็นึกขึ้นได้เมื่อใกล้ตาย แว้บสุดท้าย เราทำสิ่งใดก็บันทึกเข้าไว้ในนั้นหมด คบคนดี คิดเรื่องดี ประกอบกิจดี นิมิตดีมีความสุข ไม่ฝันร้าย ตื่นขึ้นมาผ่องใส ตายไปเป็นสุข พระองค์ทรงตรัสยืนยันว่าจิตที่มีความไม่เศร้าหมอง มีความผ่องใสแล้ว สุคติต้องเป็นที่หวังได้แน่นอน จิตที่มีความเศร้าหมองแล้ว ทุคติต้องเป็นที่หวังแน่นอน พอจิตหมองแล้ว ไม่ดีแล้ว พอใจของเราไม่สบายอะไร ๆ ก็ไม่สบายหมดจริงไหม ใจดีอะไรก็ดีไปหมด ใจไม่ดีอะไรก็ไม่ดีไปหมด พอใจโปร่ง สว่าง กระจ่าง สงบ ร่มเย็น จะพูดคิดอะไร ก็ดีหมด เป็นศีลเป็นธรรมหมด แล้วเราก็คอยเกลา กาย วาจา พิจารณาจนกระทั่งกาย วาจา ของเราก็ดีหมด พิจารณาอยู่เสมอ พัฒนาในการทำ พูด ความคิดของตนที่ดีงามให้ยิ่งขึ้น

อ่านเพิ่มเติม

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร จบที่จิต ภูมิจิตก็ไม่เท่ากันสักคน ความรู้ก็ไม่เท่ากันสักคน ความเห็นอาจจะมีแนวโน้มใกล้เคียงกัน แต่จะให้เท่ากันเป๊ะหมดไม่มี ล้านคนล้านความรู้สึกกี่หมื่นกี่แสนล้านเกิดมาอีกมันก็ไม่เหมือนกันสักคน ของใครของมัน จะให้มันเป๊ะหมดไม่ได้หรอก แต่มีแนวโน้มที่เป็น�แกนกลางอันเดียวกันได้ เหมือนต้นไม้ในป่ามีหลากหลายชนิด แต่ดำรงความเป็นพฤกษชาติร่วมกัน มีแกนกลางในความเป็นอันเดียวกัน ในทางที่มุ่งเพื่อความดับทุกข์ มุ่งเพื่อความสันติสุข เพื่อความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลทำทุกอย่าง จงพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เห็นแก่ตัว ให้มีแกนกลางอย่างนี้ก็แล้วกัน ระลึกถึงความเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จิตของพระอรหันต์เหมือนมีดแหวกอากาศ จิตของพระอนาคามีเหมือนมีดแหวกลงไปในน้ำพอยกขึ้นมาก็ติด แป๊ปเดียว แต่จิตของพระสกิทาคามีเหมือนแหวกลงไปในเหล็ก มันเข้ายากแต่ก็เป็นรอยอยู่ แต่จิตของพระโสดาบันเปรียบเหมือนมีดกรีดลงไปในหิน ลึกกว่า ลงรากลึกกว่า แต่จิตของปุถุชนเหมือนมีดกรีดลงไปในเนื้อหรือมังสะที่เต็มไปด้วยบุพโพโลหิต เส้นเอ็นที่สด ๆ ย่อมมีแผลเหวอะหวะ ถ้าไม่รีบรักษาเดี๋ยวมันเรื้อรัง เจ็บปวด รักษาอยู่นานกว่าจะหาย ฟ้าคือความว่างนั้น แข็งแกร่งมั่นคงที่สุด ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น หมุนเวียนเปลี่ยนไปในความว่าง มืดสว่างก็ผกผันในความว่าง แต่ความว่างนั้นคงที่ มิเปลี่ยนแปลง ไม่เต็ม ไม่พร่อง เป็นเช่นนั้นเอง ฉะนั้น สิ่งที่เราแสวงหา เราควรกำหนดด้วยว่า สิ่งเหล่านั้น เรารู้สภาพความจริงมันหรือไม่ แล้วเราพยายามน้อมมาพิจารณาจนกระทั่ง ใจของเรายอมรับได้ชัดหรือไม่ เมื่อเรายอมรับและประจักษ์แจ้งจริง ๆ เราจะต้องไม่หลงผูกพัน จะต้องถอนตนออกจากอุปาทานเสีย ดังนั้น ถ้าเราได้อะไร ก็จงอย่ามีอุปาทานในความได้ เรามีอะไรก็จงอย่ามีอุปาทานในความมี ถ้าพูดให้ชัดอีกที เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นและดับไป ไม่มีอะไรที่จะให้ได้ ให้มีอะไร จงอย่ามีอุปาทานในความมี ไม่มีอะไรที่จะให้เอา และไม่มีอะไรที่จะให้มีจริงตลอดไป เพราะเป็นสภาพปรากฏชั่วขณะเท่านั้นเอง เมื่อเห็นภัย ความตายมาถึงตน ว่าต้องตายแน่แล้ว จงละเหยื่อในโลกีย์เสีย หันมาประพฤติธรรม อันทำใจให้สงบเถิด ท่านพร้อมแล้วหรือ พร้อมที่จะอยู่อย่างง่าย ๆ พร้อมที่จะตายอย่างหมดห่วงหมดกังวลแล้วหรือยัง จิตเปลี่ยนไป หมุนไปเรื่อยไป ทั้งรูปธาตุภายนอกและนามธรรมภายใน หมุนเรื่อยไป จะด้วยกุศลก็หมุนเรื่อยไป เปลี่ยนวิถีที่เป็นไปตามสภาพ ตามผัสสะ ตามสภาพธรรมภายในที่มีธาตุรู้นั้นเข้าไปรับรู้ และทำหน้าที่ปฏิกิริยาต่าง ๆ ที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยไป บางครั้งสงบ อิ่มเย็น บางครั้งก็เกิดความไหวหวั่น มีความพริ้วของจิต มีอาการแปรปรวนไปตามสภาพแล้วก็ดับลงอีก แล้วก็เกิดใหม่อีก ซึ่งคล้าย ๆ กัน ซ้ำ ๆ อยู่อย่างนี้ หมุนเนื่องกันเรื่อยไปหลายเชิงหลายชั้นสงบบ้าง ไม่สงบบ้าง ปีติบ้าง ร่วงโรยจากปิติบ้าง ทั้งภายในและภายนอก

อ่านเพิ่มเติม

ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร พระองค์จึงตรัสว่า สัตว์โลกทั้งหลายมีความหลงเป็นเครื่องครอบงำ คือโมหะจึงทำให้วนอยู่ในสังสารวัฏ แล้วให้กระทำกรรมแล้วด้วย อำนาจของโมหะ ทำให้เกิดความโลภ โมโหโทสัน ทำให้เกิดตัณหา อุปาทาน ทำให้สัตว์โลกทั้งหลายกระทำบาปด้วยความไม่พิจารณา แล้วท้ายที่สุดให้ได้มาในความยินดี พอใจ ในอารมณ์ ที่ตนเองพอใจ ที่หวังที่ปรารถนา แม้คนอื่นจะทุกข์เดือดร้อนก็ยังกระทำ ยังล่วงเกินด้วยลุอำนาจแห่งความโลภ โกรธ หลง ไม่สามารถควบคุมใจตนเองได้จึงทำให้ไปทุจริตผิดศีล เช่น ไปทำปานาติบาตร ฆ่าสัตว์บ้าง ไปประกอบอทินนาทาน ฉ้อโกงหรือถือเอาทรัพย์สินของผู้อื่น โดยที่เขาไม่ได้ให้ มีการลักขโมย เป็นต้น และไปล่วงสิทธิในคู่รักคู่ครองเรือนของผู้อื่นทั้งๆที่จิตใจของเรานั้นมีความรู้สึก รู้อยู่ว่าเป็นการทุจริต แต่อำนาจของราคะธรรม ฉันทราคะ ที่มีมากด้วยความโลภแห่งความใคร่จึงไปล่งเกินในภรรยา สามี สิทธิอันเป็นคู่รักของบุคคลอื่น ทำให้ผิดศีลในข้อที่ ๓ และเมื่ออำนาจของความ โลภ โกรธ หลง ก็ทำให้เรากล่าววาจาที่ไม่สุจริต เช่น กล่าววาจาทุจริต หรือกล่าววาจาที่ไม่เป็นสัจจะ โกหกหลอกลวงผู้อื่นหรือกล่าววาจาส่อเสียดนินทาว่าร้ายคำหยาบคาย ตลอดถึงความเพ้อเจ้อไร้แก่นสารสาระล้วนแต่มาจากอำนาจกิเลส มีความหลงเป็นต้น ทั้งสิ้นเพราะฉะนั้นสัตว์โลกทั้งหลายที่ทำบาปเพราะมีโมหะความหลงนี้แหละเป็นเครื่องครอบงำจิต พระองค์จึงทรงชี้ให้เห็นว่าด้วยอำนาจของกรรมเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในใจจึงทำให้เรา บันดาลการกระทำ คำพูดไปในทางที่ผิดพระองค์จึงชี้ให้เราทั้งหลายได้สำรวม อย่างวันนี้ญาติโยมสำรวมตนตั้งตนอยู่ในศีล ๕ เป็นความดี เบื้องต้น ที่เราทังหลายพึงปฏิบัติ ในฐานะที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา อันเป็นบุญข้อแรก บุญข้อแรกเพราะมีศีล ตั้งอยู่ในศีลคือไม่เบียดเบียนใคร เราจะลืมตาหลับตา มองเห็นได้ชัดเลยว่า ถ้าเราไม่ทำกรรมชั่ว ไม่ก่อบาปธรรมในอกุศลทั้งหลาย ทั้งทางกาย วาจาและใจ เริ่มต้นด้วยกาย วาจา เราสงบสำรวมเป็นศีล ถ้าโลกนี้อยู่ด้วยความมีศีล สีเลนะ สุคะติงยันติ ศีลนั้นยังให้เกิดสุข สีเลนะ โภคะสัมปะทา ศีลนี้ทำให้เกิดโภคทรัพย์แห่งความเป็นมนุษย์ รักษาโภคทรัพย์ในความมีคุณค่าของคุณธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ และโภคทรัพย์ภายนอกอีกด้วย เพราะไม่เบียดเบียนกัน โภคทรัพย์ก็ยั่งยืนและอยู่ได้อย่างถาวรได้ยืนนานยิ่งกว่า ทั้งศีลนี้เป็นมาตรฐาน เป็นทางให้นำไปสู่พระนิพพาน ถ้าไม่มีศีลแม้จะกล่าวถึงมรรคผลเบื้องสูงจนถึงพระนิพพานเป็นที่สุดนั้น จะเป็นไปได้อย่างไร ที่เราจะไขว่คว้าหรือสัมผัสซึ้งถึงนิพพานได้ ซึ่งแปลว่าแดนแห่งความดับเย็นจากกิเลสทั้งหลายจนจิตใจสงบเยือกเย็น มีความรู้ตื่นเบิกบานหมดสิ้นความโลภ โกรธ หลง นั้น เราเรียกว่า นิพพาน แต่ขั้นศีลเรายังควบคุมบังคับไม่ได้เลย แต่กาย วาจาที่จะหยุดความรุ่มร้อนยังบังคับไม่ได้ แล้วจิตใจจะสงบเยือกเย็นได้อย่างไร เพราะไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเป็นไปได้เลย

อ่านเพิ่มเติม

แสดงรายการที่ 67 - 72 จากทั้งหมด 572 รายการ