เอาละ พยายามฝึกหน่อย ท่าอื่นเราสามารถฝึกได้เสมอ ไม่ว่าจะเดิน ยืน นอน หรือทํากิจกรรมต่างๆ ในหน้าที่และการงาน ถ้าเราฝึกฝนอย่างสม่ําเสมอ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จิตใจก็จะสงบเป็นธรรมชาติ ถ้าเราฝึกฝนอย่างสม่ําเสมอ และต่อเนื่อง สติก็จะดีขึ้น เมื่อเราฝึกบ่อยๆ เราก็จะมีสติมากขึ้น เหมือนกับการออกกําลังกายทําให้เกิดความแข็งแรง การปลูกฝังสติ ส่งผลให้เกิดสติ ฝึกสมาธิ นําไปสู่สมาธิ ในขณะที่จิตเราสงบอยู่อย่างนี้ ถ้าจิตเป็นสมาธิ เราก็จะรู้สึก กายเบา จิตผ่องใส สบาย เป็นหนึ่งเดียวกัน อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็รู้สึกเหมือนกว่าจะบรรลุความสงบได้

อ่านเพิ่มเติม

…. เรื่องมีอยู่ว่า..เมื่อวันหนึ่ง ในช่วงที่ร่าง ”ท่านพระอาจารย์“ ยังอยู่ที่ ”สำนักป่าสุญญตาราม“ เกริงกะเวีย ..ทุกๆวันเสาร์ จะมีการสวดบำเพ็ญกุศลเป็นเวลา 1 ปี ..ในวันเสาร์วันหนึ่ง !! เป็นวันสำคัญเกี่ยวกับท่านพระอาจารย์(อาจจะเป็นร้อยวันหรือปล่าว ไม่แน่ใจ) ..ตัวดิฉันและคุณหมอเมย์ ได้เดินทางไปร่วมพิธีสวดบำเพ็ญกุศลท่านพระอาจารย์ และเมื่อกลับมาถึงบ้านในคืนนั้น ..ได้เกิดนิมิตฝันเห็นท่านพระอาจารย์ (ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องจริงด้วยประสบการณ์ในชีวิต) ..ฝันว่าเห็นท่านมายืนอยู่ท่ามกลางลูกศิษย์ ในลักษณะตัวตนที่ท่านเป็นอยู่ ณ.ปัจจุบัน ที่ท่านอยู่บนสวรรค์ชั้น..? ..และท่านมาสื่อสารให้รู้ว่า (ไม่ได้เปล่งเสียงพุดอะไร เป็นคลื่นความรู้สึก) ว่าท่านอยู่กับพวกเราตลอดในระยะเวลาหนึ่งปีที่บำเพ็ญกุศล โดยเฉพาะวันเสาร์ที่บำเพ็ญกุศล ท่านมาอยู่ท่ามกลางลูกศิษย์ทุกครั้ง ในฝันทุกคนตื่นเต้นมารุมล้อมท่าน แต่ท่านไม่พูดอะไร แค่ยิ้มๆเล็กน้อยยิ้มนิดเดียวอยู่ตลอด ไม่เห็นฟัน ให้กับทุกคน ทุกท่านในที่นั้น .. ..ตั้งแต่วันนั้นมาภาพของท่านกยังคิดตา และพยายามจำทุกอิริยาบท เพื่อวันหนึ่ง ถ้ามีเงิน จะจ้างนักวาดมาวาดรูปท่านเก็บไว้ หรือให้คนที่เชื่อได้ดูว่า ปัจจุบันท่านเป็นแบบใด ในความรู้สึกท่านเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ชั้น ..ด..ส..!!?? ..อันนี้ไม่ได้คิดสื่อสาร แต่..ที่อยากสื่อสารคือ อยากให้ลูกศิษย์ที่รักเคารพท่านได้เห็นเหมือนที่เราได้เห็น (แต่คิดว่าหลายท่านอาจได้เห็นเช่นกัน) เห็นว่าปัจจุบันท่านงามขนาดไหน ท่านงามเหมือนภาพวาด หน้าท่านผิวกายท่านใสไม่มีรูขุมขน ผมยาวเหมือนถูกจัดเรียงไว้ทุกเส้น อายุท่านประมาณไม่ต่ำกว่ากว่า 26 แต่ก็ไม่น่าเกิน 30 รูปร่างสูงเพรียวสง่างามมาก บารมีสูงส่ง ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีที่ติ ไม่มีเหงื่อไม่มีฝุ่นเกาะแม้น้อยนิด จึงเก็บภาพประทับใจนี้มาตลอดเวลา ..รอเพื่อให้มีเงินให้จิตกรมาวาดภาพ แต่เวลาผ่านไปเราก็ยังทำไม่ได้สักที่ จนเริ่มกลัวว่านานวัน เราจะลืมภาพท่าน.. ..วันหนึ่ง ได้นำกล้วยเล็บมือนางในสวน ไปให้คุณหมอเมย์ทาน อยู่ๆก็ได้คุยเรื่องนี้ให้คุณหมอเมย์ฟัง พอไม่กี่วันหลังจากนั้น คุณหมอก็แจ้งมาว่า หาคนวาดภาพนี้ได้แล้ว และได้จ่ายค่าวาดทั้งหมดโอนให้น้องที่จะวาดภาพ ตัวเราดีใจจนน้ำตาใหล..รอมาตั้งนาน วันนี้จะได้ให้ทุกคนที่เราอยากบอกได้เห็นเหมือนตัวเราเห็น…น้องบอกใช้เวลาหนึ่งเดือน ฉันตื่นเต้นมากๆๆๆ..นับวันรอ หนึ่งเดือน ขอบคุณคุณหมอเมย์ที่สุดในสามโลก 🙏🙏🙏 ..หากเรื่องนี้ข้าพเจ้ากล่าวเท็จ ขอให้โดนลงโทษ ..แต่ถ้าข้าพเจ้าได้กล่าวเรื่องจริง ขอให้ตัวข้าพเจ้าได้บำเพ็ญเพียรในทุกภพทุกชาติ จนถึงที่สุด เพื่อให้ได้ไปรับใช้ท่านพระอาจารย์ด้วยเถิด 🙏🙏🙏สาธุๆๆๆ 🙏🧚🏼‍♀️☺️ …..พระโพธิสัตว์ของลูก …🙏🙏🙏

อ่านเพิ่มเติม

เป็นพระอรหันตสาวกของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงอภิญญา ญาณ สมาบัติ ที่แก่กล้ามากที่สุดองค์หนึ่งในยุครัตนโกสินทร์ ท่านได้ออกโปรดพุทธศาสนิกชน เผยแผ่แสดงธรรมของพระศาสดาให้ผู้คนสนใจและตั้งใจประพฤติ ปฏิบัติธรรมไปทั่วโลก เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ด้วยความผ่องใสบริสุทธิ์ งดงาม สะอาด สว่าง สงบ ตลอดชีวิต ท่านได้ละทิ้งสังขาร ดับขันธ์นิพพาน หลังจากไปกราบพระพุทธองค์ ที่สังเวชนียสถาน ประเทศอินเดียและเนปาลในวันที่ 14 ก.พ.- 25 ก.พ. 2568 พระอาจารย์ยันตระ อมโรภิกขุ ได้นิพพานในท่าตะแคงขวาตามแบบอย่างประเพณีพระอรหันตสาวกในครั้งพุทธกาล เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกผู้มีจิตเลื่อมใสศรัทธา ในวันที่ 9 มีนาคม 2568 สิริอายุ 73 ปี 51 พรรษา.

อ่านเพิ่มเติม
ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร  เฝ้ารู้ดูที่จิต
ธัมโมวาทโดยพระอาจารย์ยันตระ อมโร เฝ้ารู้ดูที่จิต

เฝ้ารู้ดูที่จิต คนทำงานด้วยจิตอันสุขุมมีสติปัญญาลึกซึ้งและสงบเยือกเย็นประกอบไปด้วยกันจะมีการทำงานด้วยการพักผ่อนที่เรียกว่า Relax อยู่ในตัว ไม่เครียดงาน และระบบของความคิดนั้นจะเป็นแมงมุม สมาธิของแมงมุม มันจะจัดการกับทุกเรื่องที่เข้ามาได้ มันขึงเรด้าไว้อะไรเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า ความน้อมระลึกรู้เกี่ยวข้องสัมผัสความรู้ตัวทั่วพร้อม มันก็ไปจับเหยื่อของมันมากันได้ ตัวของมันไม่ต้องเหนื่อยมาก คือ จับจุดเฝ้าดูรู้ที่ปัจจุบัน เฝ้าดูที่ใจ ลมหายใจ อานาปาก็ดีเพื่อเป็นอุบายมีจิตเกาะอยู่กับอารมณ์นั้น แต่ในที่สุดเรารู้ไปทุกอิริยาบทที่ดำรงตัวรู้คือสติธรรมดานั่นเอง ฝึกอย่างนี้และเข้าไปที่ตัวรู้ เวลาที่เรานั่งดูเราก็สงบ ดูที่ตัวรู้ รู้กาย รู้ใจ แต่กำหนดลมด้วยก็ได้ โดยไม่ต้องใช้คำบริกรรมช้า ๆ แต่ถ้าใครฟุ้งซ่านจัดจะใช้ด้วยก็ได้

อ่านเพิ่มเติม
“ตัวกู” เป็นของหนัก ยิ่งกว่าโลกทั้งโลก
“ตัวกู” เป็นของหนัก ยิ่งกว่าโลกทั้งโลก

“ตัวกู” เป็นของหนัก ยิ่งกว่าโลกทั้งโลก . พุทธทาสภิกขุ ------------------------------------ . “พระอรหันต์” คือ ผู้โยนทิ้งของหนักแล้ว (โอหิตภาโร) …. “ เราได้ฟังคําว่า “อรหันต์”ๆ มามากพอแล้ว ทีนี้ก็ฟังคําอื่นที่เป็นไวพจน์(หมายถึงคำที่มีรูปหรือเขียนต่างกันแต่ใช้เรียกแทนกันได้)ต่อคําว่า “อรหันต์”, แต่จําเป็นนะที่จะต้องใช้คําบาลี โดยมากคนเขาก็ไม่ค่อยชอบคําบาลี ฟังยาก ชวนง่วงนอน; แต่เราก็จะแปลคําบาลีนั้นให้เข้าใจความหมายได้ …. ไวพจน์ คําแทนชื่อของ “พระอรหันต์” มีมากมายหลายสิบ หรือจะพูดว่าหลายร้อยคําก็ได้, มีมากมายหลายสิบคํา เอามาพูดวันหนึ่งก็ไม่หมด; แต่จะพูดเท่าที่สมควร เท่าที่จําเป็นที่จะพูดสักจํานวนหนึ่งเท่านั้นแหละ, ๔ คํา ๑๐ คํา อะไรก็ได้, และเราจะ ช่วยให้รู้จักพระอรหันต์ได้มากขึ้น …. คําแรกที่อาตมาคิดว่าควรจะพูดก่อนก็คือคําว่า “โอหิตภาโร” โอหิตภาโร แปลว่า ผู้ที่โยนของหนักทิ้งลงเสียได้ ทําไมจึงว่าพระอรหันต์คือผู้โยนของหนักทิ้งลงไปเสียได้? ก็นั่นแหละ คือความเป็นพระอรหันต์, เป็นปุถุชนแบกของหนักอยู่ตลอดเวลา มันยึดถืออะไรเข้ามาเป็นตัวกู เป็นของกู ของนั้นทั้งหมดจะเป็นของหนัก : เป็น “ตัวกู” ก็หนัก …. อย่างเป็น ตัวกู, เป็น ของกู ก็หนักอย่างเป็นของกู อยากจะสงวนความเป็นตัวกู แบกเอาไว้ มันก็ไม่ยอมใคร มันก็ดื้อดึง มันก็ไม่รู้จักยอมใคร, ถ้าเป็นของกู ของกู มันก็ยึดถือเอาไว้ โดยไม่ยอมให้ใครเอาไป. อะไรที่เราเข้าไปมีความรู้สึกว่าเป็นตัวกู ว่าเป็นของกู ก็เป็นของหนักทั้งนั้น. ในพระบาลี(พระไตรปิฎก)ท่านระบุไปยัง “ขันธ์ทั้งห้า” ว่าเป็น “ของหนัก” …. ฉะนั้น เราอย่าต้องยึดถืออะไรดีกว่า, แม้ชีวิตนี้เราอย่ายึดถือเลย; ให้ชีวิตเป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา, ควบคุมมันให้เป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา, มันก็ไม่มีความทุกข์, และมันก็เป็นไปได้ตามที่มันจะดีที่สุดได้อย่างไร. นับประสาอะไรกับสิ่งอื่น, แม้แต่ชีวิตนี้พอไปยึดถือว่าเป็นของกู มันก็กัดเอาทันที; ชีวิตนั้นมันจะกัดเจ้าของทันที …. รวมความแล้วก็ว่ามันไม่มีอะไร, เรื่องในขันธ์ทั้ง ๕ นี้เป็นที่รวมแห่งสิ่งทั้งปวง, ไม่มีอะไรที่ยึดถือได้; พอยึดถือแล้วมันกัดเอาทันที เพราะมันเป็นของหนัก; พอไปยึดถือเข้ามันก็หนัก หนักบ่า หนักมือ หนักหัว หนักศีรษะ ที่ทูน ที่หิ้ว ที่หาม. พระอรหันต์ท่านโยนของหนักเหล่านี้ทิ้งออกไปหมดแล้ว แล้วท่านจะหนักอะไรเล่า …. ทีนี้ เรามันไม่ยอมโยนนี่, มันทั้งแบก ทั้งทูน ทั้งหิ้ว ทั้งหาบ ทั้ง….เต็มไปหมด, มันก็ต้องมีความหนัก, เราดูให้เห็นความหนักข้อนี้สิ แล้วเราจะรู้จักพระอรหันต์อีกทันทีเหมือนกัน ถ้าเรามองเห็นตัวเองที่ทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้ แล้วมองพลิกกลับนิดเดียวว่า ถ้าไม่มีอย่างนี้เราก็สบายสิ, พระอรหันต์มาแล้ว คือพระอรหันต์จะโผล่หน้าให้เห็นแล้ว ตอนที่รู้จักพิจารณาพลิกกลับตรงกันข้ามกับที่มันเป็นๆอยู่อย่างโง่เขลานั่น มีอวิชชาเป็นเหมือนกับม่านบังไว้ ก็ทําลายอวิชชา” . พุทธทาสภิกขุ ที่มา : ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาควิสาขบูชา ครั้งที่ ๘ ชุดพุทธธรรมประยุกต์ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๒๗ หัวข้อเรื่อง "พระอรหันต์ในฐานะผู้ประสบความสำเร็จแห่งพุทธธรรมประยุกต์" จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เล่มชื่อว่า "พุทธธรรมประยุกต์" หน้า ๒๒๔, ๒๒๕, ๒๓๑

อ่านเพิ่มเติม

แสดงรายการที่ 139 - 144 จากทั้งหมด 598 รายการ